64 Facts of the 2026 FIFA World Cup

รวบตึง 64 สถิติสุดเดือดจากเวที ฟุตบอลโลก 2026

เจาะลึกทุกตัวเลข ดราม่านาทีบาป และเหลี่ยมลูกหนังขั้นสุด ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มยันนัดชิงชนะเลิศที่คอบอลตัวจริงต้องรู้

สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2026 บนแผ่นดินอเมริกาเหนือ ที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากไปสดๆ ร้อนๆ เกิดสถิติที่น่าสนใจขึ้นมากมาย จากเหลี่ยมดาวรุ่งรอบแบ่งกลุ่ม สู่มหกรรมนาทีบาปรอบน็อคเอาท์ และบทสรุปแชมป์โลกสุดแกร่งของทัพกระทิงดุ เราได้รวบมาเขย่ารวมกันให้อ่านกันแบบมันส์ๆ

Part 1 สถิติดุเดือดรอบแบ่งกลุ่ม

ใบแดงนัดเปิดสนาม : ยาย่า ซิโธเล่ ของแอฟริกาใต้ โดนตะเพิดตั้งแต่นัดแรก เป็นคนแรกนับตั้งแต่ มาร์โก เอ็ตเชเวร์รี่ ของโบลิเวียปี 1994 แแถมเกมนี้ใบแดงว่อน 3 ใบ (มี เทมบา ซวานี่ กับ เซซาร์ มอนเตส ด้วย) เป็นแมตช์ที่ 5 ในประวัติศาสตร์บอลโลกที่มี 3 ใบแดงขึ้นไป นัดแรกนับตั้งแต่ศึกเดือด ฮอลแลนด์-โปรตุเกส ปี 2006

ดาวรุ่งเจ้าภาพอายุน้อยที่สุด : กิลเบอร์โต้ โมรา ของเม็กซิโก ทุบสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้ชาติต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพบอลโลก ด้วยวัยแค่ 17 ปี 240 วัน (รั้งอันดับ 6 อายุน้อยสุดตลอดกาลรวมทุกชาติ)

ตำนานโสมขาว : ซน เฮือง-มิน ลงเล่นบอลโลกเป็นสมัยที่ 4 (2014-2026) กลายเป็นแข้งเกาหลีใต้คนที่สองในประวัติศาสตร์ต่อจาก ฮง มยอง-โบ (1990-2002) ซึ่งตอนนี้เป็นผู้จัดการทีมของเจ้าตัวอีกด้วย

พญาอินทรีฟอร์มโหด : สหรัฐอเมริกา ถล่ม ปารากวัย 4-1 เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงได้ 4 ลูกขึ้นไปในนัดเดียวของศึกบอลโลก และเป็นการชนะห่าง 3 ประตูเป็นหนที่สามในรายการนี้

ขิงแก่แดนวิสกี้ : จอห์น แม็คกินน์ ซัดประตูใส่เฮติด้วยวัย 31 ปี 238 วัน ทุบสถิติ เคนนี่ ดัลกลิช (31 ปี 103 วัน นัดเจอ นิวซีแลนด์ ปี 1982) ขึ้นแท่นนักเตะอายุมากที่สุดที่ยิงให้สกอตแลนด์ในบอลโลก

อินทรีเหล็กจอมถล่ม : เยอรมัน ทุบ คูราเซา 7-1 ถือเป็นหนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่พวกแกยิง 7 ลูกขึ้นไปในแมตช์เดียว ครองแชมป์ยิงยับมากสุดเหนือกว่าฮังการี (3 ครั้ง)

รับน้องแบบจุกๆ : น้องใหม่คูราเซา โดนเยอรมันสอยไป 7 ตุง กลายเป็นทีมน้องใหม่ที่โดนยิงเยอะสุดในนัดเปิดตัวนับตั้งแต่เกาหลีใต้ปี 1954 (ปีนั้นเกาหลีใต้แพ้ฮังการี 0-9) และเป็นการแพ้ห่าง 6 ประตูที่ยับเยินสุดของทีมน้องใหม่นับจากแมตช์นั้นเช่นกัน

สำรอง 18 วินาทีเปลี่ยนเป็นประตู : มัตติอาส สวานเบิร์ก ลงมาเป็นสำรองให้สวีเดนแล้วยิงใส่ตูนิเซียในเวลาแค่ 18 วินาที เป็นประตูของตัวสำรองที่เร็วที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์บอลโลก รองจาก ริชาร์ด โมราเลส ของอุรุกวัย ที่ทำไว้ 16 วินาที นัดเจอเซเนกัล ปี 2002

ไอ้หนูมหัศจรรย์สเปน : ลามีน ยามาล สร้างสถิตินักเตะยุโรปอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ 2 รายการ (ยูโร 2024 และ บอลโลก 2026) ด้วยวัยเพียง 18 ปี 337 วัน ในนัดเจอเคปเวิร์ด

เหลี่ยมหายไปจากเกม : มิเกล โอยาร์ซาบาล ของสเปน โดนบันทึกสถิติตั้งแต่ปี 1966 ว่าเป็นนักเตะคนแรกที่ลงเล่น 30 นาทีแรกในบอลโลกโดย ไม่ได้สัมผัสบอลเลยแม้แต่ครั้งเดียวในนัดเจอเคปเวิร์ด

ประธานเป้ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ตราไก่ : คิเลียน เอ็มบัปเป้ ซัดใส่เซเนกัล แซง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (57 ประตู) ขึ้นแท่นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทีมชาติฝรั่งเศสที่ 58 ประตู แถมนังแซง จุสต์ ฟอนแตน (13 ประตู) เป็นดาวซัลโวสูงสุดของฝรั่งเศสในบอลโลกที่ 14 ประตู

เอ็มบัปเป้ ยิง 3 สมัย : เอ็มบัปเป้ ยังเป็นนักเตะน้ำหอมคนที่ 3 ที่ยิงประตูในบอลโลกได้ถึง 3 สมัย (2018, 2022, 2026) เจริญรอยตามรุ่นน้าอย่าง มิเชล พลาตินี่ และ โดมินิก โรแช็ตตู

แฮตทริกวัยเก๋า : ลิโอเนล เมสซี่ กดแฮตทริกใส่อัลจีเรียด้วยวัย 38 ปี 357 วัน ทุบสถิติคนทำแฮตทริกอายุมากสุดในประวัติศาสตร์บอลโลกเรียบร้อย

เคน ตามรอยเบ็คแฮม : แฮร์รี่ เคน ยิงประตูในบอลโลกได้ 3 สมัยติดต่อกัน (2018, 2022, 2026) กลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกต่อจาก เดวิด เบ็คแฮม (1998, 2002, 2006) ที่ทำได้

จู๊ด เบลลิงแฮม ยุโรป 4 เมเจอร์ : จู๊ด กลายเป็นแข้งยุโรปอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (22 ปี 353 วัน) ที่ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครบ 4 รายการ

โมดริช ตำนาน 10 รายการ : ลูก้า โมดริช กลายเป็นนักเตะยุโรปคนที่ 2 ที่ลงเล่นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับเมเจอร์ครบ 10 รายการ ต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (12 รายการ)

มหกรรมนาทีบาป : เกมสวิตเซอร์แลนด์ ชนะ บอสเนียฯ 4-1 เป็นแมตช์แรกในประวัติศาสตร์บอลโลกที่มีการยิงกันถึง 5 ประตู โดยที่ทุกประตูเกิดขึ้นหลังนาทีที่ 70

แคนาดา รัว 6 ลูกประวัติศาสตร์ : แคนาดา ถล่ม กาตาร์ 6-0 กลายเป็นชาตินอกยุโรปและอเมริกาใต้ชาติแรกที่ยิงได้ 6 ประตูขึ้นไปในนัดเดียว

โจนาธาน เดวิด แฮตทริกเจ้าภาพ : เดวิด ทำแฮตทริกใส่กาตาร์ เป็นนักเตะชาติเจ้าภาพคนแรกที่ทำแฮตทริกได้ นับตั้งแต่ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ทำให้อังกฤษในนัดชิงปี 1966

ตุรกี ยิงอย่างไรก็ไม่เข้า : ตุรกี สับกลไกยิงไปถึง 62 ครั้งใน 2 นัดแรกแต่ไม่ได้สักประตูเดียว เป็นสถิติยิงแหลกแต่เป้าสะอาดที่เยอะที่สุดนับตั้งแต่ปี 1966

สวีเดน กราฟหัวตกอย่างโหด : สวีเดน ชนะนัดแรก 5-1 (ใส่ตูนิเซีย) แล้วมาแพ้นัดสอง 1-5 (ให้เนเธอร์แลนด์) กลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 1938 ที่ชนะ 4+ ลูก แล้วมาแพ้ 4+ ลูก ในทัวร์นาเมนต์เดียวกัน!

เซฟกระจาย 18 ยิงตรงกรอบไร้ประตู : เอกวาดอร์ เสมอ คูราเซา 0-0 โดยมีโอกาสยิงตรงกรอบรวมกันถึง 18 ครั้ง มากที่สุดในแมตช์ไร้สกอร์นับตั้งแต่ปี 1966 โดย เอลอย รูม โกลคูราเซา เซฟไป 15 ครั้ง ทาบสถิติตลอดกาลของ ทิม ฮาวเวิร์ด (สหรัฐฯ เจอบาร์ซ่าปี 2014)

โกลแก่ดวลกัน : เฟอร์นันโด มุสเลร่า (40 ปี 5 วัน) ของอุรุกวัย ดวลกับ โวซินญ่า (40 ปี 18 วัน) ของกาโบเวร์เด กลายเป็นคู่ผู้รักษาประตูวัย 40+ ที่ลงดวลกันในแมตช์เดียวกันเป็นครั้งแรก

CR7 จารึกประวัติศาสตร์ : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จารึกชื่อเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก 6 ทัวร์นาเมนต์ต่างกัน

วินิซิอุส ยิงเรียบ 3 นัด : วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นแข้งบราซิลคนที่ 5 ที่ยิงประตูได้ตลอด 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม เดินตามรอย แจร์ซินโญ่ (1970), โรมานิโอ (1994), โรนัลโด้ และ ริวัลโด้ (2002)

ไซบารี่ ตัวแทนแอฟริกา : อิสมาเอล ไซบารี่ ของโมร็อกโก สร้างประวัติศาสตร์เป็นแข้งแอฟริกันคนแรกที่ยิงประตูได้ครบทั้ง 3 นัดในรอบแรกของบอลโลกหนเดียว

เดมเบเล่ แฮตทริกสายฟ้าแลบ : อุสมาน เดมเบเล่ กดแฮตทริกภายใน 32 นาทีแรก นัดเจอ นอร์เวย์ เป็นแฮตทริกที่เร็วที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์บอลโลก รองจาก เอริช โพรบสท์ ของออสเตรีย ปี 1954 (24 นาที)

กาโบเวร์เด ไร้พ่ายประเดิม : เคปเวิร์ด ทีมน้องใหม่โชว์ฟอร์มไร้พ่ายในรอบแรก (ชนะ 0 เสมอ 3) กลายเป็นทีมน้องใหม่ทีมแรกที่ไร้พ่ายในกลุ่มนับตั้งแต่เซเนกัลทำไว้ปี 2002 (ชนะ 1 เสมอ 2)

เมสซี่ ยิง 7 นัดติด : จากนัดเจอจอร์แดน ลิโอเนล เมสซี่ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูในบอลโลกได้ 7 นัดติดต่อกัน ก่อนจะลากยาวไปถึง 9 นัดติดต่อกันรวมรอบน็อคเอาท์ด้วย

Part 2 รอบน็อคเอาท์ ดราม่าพลิกนรก

ผู้รักษาประตูสายพาสซิ่ง : รอนเวน วิลเลียมส์ ผู้รักษาประตูแอฟริกาใต้ จ่ายบอลสำเร็จไปถึง 77 ครั้งในนัดเจอกับแคนาดา มากที่สุดในบรรดาผู้รักษาประตูต่อหนึ่งแมตช์นับตั้งแต่ปี 1966

นาทีบาปแซมบ้า : กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ซัดประตูชัยให้บราซิลเฉือนญี่ปุ่นในนาทีที่ 95:00 พอดีเป๊ะ ขึ้นแท่นประตูชัยในเวลาปกติที่ช้าที่สุดในรอบน็อคเอาท์นับตั้งแต่ปี 1966

อาถรรพ์จุดโทษอินทรีเหล็ก : เยอรมันดวงแตก แพ้จุดโทษในบอลโลกเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ (จากการดวลเป้าหนที่ 5) หลังโดนปารากวัยสอยร่วง และนับเป็นหนที่สองในทัวร์นาเมนต์เมเจอร์หลังจากเคยแพ้เชโกสโลวาเกียในนัดชิงยูโร 1976

โรเตชั่นสะท้านโลกันตร์ : ทีมชาตินอร์เวย์สร้างความฮือฮาในเกมเจอไอเวอรี่โคสต์ จัดสถิติเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนไลน์อัพ 11 ตัวจริงมากกว่า 10 ตำแหน่งสองนัดติดต่อกันในบอลโลกหนเดียว

ไอ้หนูโมรา ตามรอยเปเล่ : กิลเบอร์โต้ โมรา แข้งจิ๋วเม็กซิโก ลงสตาร์ทเป็นตัวจริงรอบน็อคเอาท์ด้วยวัย 17 ปี 259 วัน รั้งอันดับสองอายุน้อยสุดตลอดกาลที่เป็นตัวจริงรอบนี้ รองจากเปเล่ ปี 1958 (17 ปี 239 วัน)

ปีศาจแดงแห่งยุโรปโกงความตาย : เบลเยียมโดนเซเนกัลนำ 2-0 จนถึงนาทีที่ 85 แต่พลิกนรกกลับมาตีเสมอได้ ถือเป็นทีมที่โดนนำ 2 ลูกช้าที่สุดในเวลาปกติแต่ไม่แพ้ในประวัติศาสตร์บอลโลก

จุดโทษมาราธอน : ยูริ ตีเลอมันส์ ซัดจุดโทษให้เบลเยียมเชือดเซเนกัลในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 124:44 กลายเป็นประตูที่เกิดขึ้นช้าที่สุดในประวัติศาสตร์บอลโลกเรียบร้อย

สิงโตแห่งเตรังก้าสอยยับ : เซเนกัลจารึกชื่อเป็นทีมจากแอฟริกาชาติแรกที่ยิงได้แตะหลัก 10 ประตูในบอลโลกครั้งเดียว

โด้ปลดล็อครอบน็อคเอาท์ : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงประตูแรกในรอบน็อคเอาท์บอลโลกได้สำเร็จใส่โครเอเชีย จากโอกาสยิงนัดที่ 31 ในรอบน็อคเอาท์

แมตช์รวมรุ่นเก๋า : เกมโปรตุเกส ชน โครเอเชีย เป็นเกมแรกในประวัติศาสตร์บอลโลกที่มีนักเตะที่ลงเล่นบอลโลกเกิน 20 นัดขึ้นไปถึง 3 คนในสนาม (โรนัลโด้ นัดที่ 26, โมดริช นัดที่ 23, เปริซิช นัดที่ 21)

ปารากวัยสายคลีน : ปารากวัยแพ้ฝรั่งเศส 1-0 โดยไม่โดนใบเหลืองใบแดงเลยสักใบ เป็นหนแรกนับตั้งแต่ปี 1998 นัดเจอไนจีเรีย

โมร็อกโก ย้ำแค้นรอบ 8 ทีม : โมร็อกโก กลายเป็นทีมแอฟริกันทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ 2 สมัยติดต่อกัน (2022 และ 2026)

เนย์มาร์ ยิง 4 สมัย : เนย์มาร์ ยิงประตูในบอลโลกได้เป็นสมันที่ 4 (2014, 2018, 2022, 2026) กลายเป็นแข้งแซมบ้าคนที่สองต่อจากเปเล่ที่ทำได้

สเปน คลีนชีต 6 นัดติด : สเปน กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่เก็บคลีนชีตได้ 6 นัดติดต่อกันในบอลโลก

บิ๊กตู้ซูเปอร์ซับ : โรเมลู ลูกากู เป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูในฐานะตัวสำรองได้ถึง 4 นัดในบอลโลก และเป็นคนแรกที่กดในฐานะสำรอง 3 นัดในทัวร์นาเมนต์เดียว

ฟ้าขาวพลิกนรก : อาร์เจนติน่า โดนอียิปต์นำ 2-0 จนถึงนาทีที่ 78 แต่พลิกกลับมาชนะได้ในเวลา 90 นาที ถือเป็นทีมที่โดนนำ 2 ลูกช้าที่สุดแต่พลิกกลับมาชนะได้โดยไม่ต้องต่อเวลาพิเศษ

ประตูที่ 3,000 ของโลก : ลูกโหม่งของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ในเกมเจออียิปต์ ถูกจารึกว่าเป็นประตูลูกที่ 3,000 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

คู่หูทรีไลออนส์ : จากผลงานของ แฮร์รี่ เคน (6 ประตู) และ จู๊ด เบลลิงแฮม (7 ประตู) ทำให้อังกฤษเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์บอลโลกที่มีผู้เล่นสองคนยิงได้เกิน 5 ประตูในทัวร์นาเมนต์เดียว

เดส์ชองส์ คุมมากสุด ชนะมากสุด : ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ คุมฝรั่งเศสชนะเป็นนัดที่ 20 ในบอลโลก (นัดชนะโมร็อกโก 2-0) มากที่สุดในประวัติศาสตร์กุนซือ แถมนัดเจอสเปนยังเป็นเกมนัดที่ 26 และจบลงที่ 27 นัด ครองแชมป์คุมทีมมากสุดในบอลโลกเช่นกัน

สี่ทีมสุดท้ายสายบิ๊กเนม : ฟุตบอลโลก 2026 เป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ทีมรอบรองฯ ทั้ง 4 ทีมเป็นอดีตแชมป์โลกทั้งหมด (ต่อจากปี 1970 และ 1990) แถมยังเป็นหนแรกนับตั้งแต่มี FIFA Rankings (ปี 1994) ที่ทีมอันดับ 1-4 ของโลกกอดคอกันเข้ารอบรองฯ ครบถ้วน

อาถรรพ์นำก่อนชวดชิงของอังกฤษ : ในศตวรรษที่ 21 มีแค่ 2 ครั้งเท่านั้นที่ทีมยิงนำก่อนในรอบรองชนะเลิศแต่ไม่ได้เข้าชิง และหวยดันออกที่ อังกฤษ ทั้งสองครั้ง (ปี 2018 แพ้โครเอเชีย และปี 2026 แพ้อาร์เจนติน่า)

เตะดึงเช็งนานสุด : เกมอังกฤษ ปะทะ อาร์เจนติน่า ลูกยิงลูกแรกของเกมเกิดขึ้นจาก จอห์น สโตนส์ ในนาทีที่ 33 ทุบสถิติแมตช์ที่แฟนบอลรอลูกสับไกนัดแรกช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1966

สกอร์ประวัติศาสตร์ : เกมชิงที่สาม อังกฤษ ชนะ ฝรั่งเศส 6-4 ถือเป็นสกอร์นี้สกอร์แรกในบอลโลก แถมนี่ยังเป็นแมตช์ที่ยิงกันเยอะที่สุดนับตั้งแต่แมตช์ ฮังการี ถล่ม เอลซัลวาดอร์ 10-1 ปี 1982

บูกาโย่ แฮตทริก : บูกาโย่ ซาก้า เป็นนักเตะอังกฤษคนที่ 4 ที่ทำแฮตทริกได้ในบอลโลก ต่อจาก เจฟฟ์ เฮิร์สท์, แกรี่ ลินิเกอร์, แฮร์รี่ เคน และเป็นนักเตะคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่กดแฮตทริกได้ในนัดชิงที่สาม ต่อจาก จุสต์ ฟอนแตน ปี 1958

เอ็มบัปเป้ ร่างทอง : 2 ประตูที่เอ็มบัปเป้ยิงอังกฤษในนัดชิงที่สาม ทำให้สถิติยิงรวมทะลุ 10 ประตูในทัวร์นาเมนต์เดียว เป็นคนแรกที่ทำได้นับตั้งแต่ เกิร์ด มุลเลอร์ ทำไว้ปี 1970

Part 3 นัดชิงชนะเลิศ

เกมรับระดับแชมป์โลก : สเปนเสียประตูไปแค่ลูกเดียวจากการลงเล่น 8 นัดในฟุตบอลโลก 2026 น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมแชมป์โลก แถมพวกเขาไม่เคยตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งเลยแม้แต่นาทีเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์

เป้าสะอาดนัดชิง : อาร์เจนตินา สร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำ เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์นัดชิงบอลโลกที่ ไม่มีโอกาสยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียวในเวลา 90 นาที โดยลูกยิงหนแรกของทีมมาจากเมสซี่ในนาทีที่ 117 ช่วงต่อเวลา

สเปนเปิดตัวบูดแต่จบด้วยแชมป์ : สเปนสตาร์ทนัดแรกด้วยการเสมอเคปเวิร์ด 0-0 ทำให้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่สองติดต่อกันที่ทีมแชมป์โลกไม่ชนะในนัดเปิดสนาม (เหมือนอาร์เจนติน่าแพ้ซาอุฯ ปี 2022) ซึ่งสถิตินี้ก่อนหน้านี้ 21 สมัยเกิดขึ่นแค่ 3 ครั้งเท่านั้น

ใบแดงนัดชิง : เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ เป็นนักเตะคนที่ 6 ที่โดนใบแดงในนัดชิงบอลโลก โดย 50% ของคนโดนใบแดงคือนักเตะอาร์เจนตินา (เปโดร มอนซอน กับ กุสตาโว เดซ็อตติ ปี 1990 ก็นักเตะฟ้าขาว)

ซูเปอร์ซับฮีโร่ : เฟร์รัน ตอร์เรส ลงมาเป็นสำรองแล้วยิงประตูชัยนัดชิง กลายเป็นนักเตะสำรองคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ ต่อจาก มาริโอ เกิทเซ่ ของเยอรมันปี 2014 (และยิงใส่อาร์เจนตินาเหมือนกัน)

ตำนาน 3 นัดชิง : ลิโอเนล เมสซี่ ลงเล่นนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 3 ในชีวิต (2014, 2022, 2026) เทียบเท่าสถิติสูงสุดของ คาฟู ตำนานบราซิล (1994, 1998, 2002) แถมน้าเมสซี่ยังเป็นนักเตะอายุมากสุดอันดับ 2 ที่เล่นนัดชิงด้วยวัย 39 ปี 25 วัน รองจาก ดิโน่ ซอฟฟ์ นายด่านอิตาลีปี 1982 (40 ปี 133 วัน)

คู่หูโจ๋กระทิง : ลามีน ยามาล ลงนัดชิงด้วยวัย 19 ปี 6 วัน อายุน้อยสุดอันดับ 3 ในนัดชิงบอลโลก รองจาก เปเล่ (1958) และ จูเซ็ปเป้ แบร์โกมี่ (1982) แถมพอรวมกับ เปา คูบาร์ซี่ (19 ปี 178 วัน) ที่ลงเป็นตัวจริงด้วย ทำให้สเปนเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์นัดชิงบอลโลกที่ส่ง นักเตะวัยรุ่น ลงสนามพร้อมกัน 2 คน

รองแชมป์ตลอดกาล : อาร์เจนตินา อกหักได้รองแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 (1930, 1990, 2014, 2026) ครองแชมป์รองแชมป์มากสุดร่วมกับเยอรมัน

ดาวดวงที่ 2 ของสเปน : ทีมชาติสเปน คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ต่อจากปี 2010 ทำให้ตอนนี้ 7 ใน 8 ชาติที่เคยได้แชมป์โลก ได้แชมป์กันไปอย่างน้อยคนละ 2 สมัยแล้ว เหลือเพียง อังกฤษ ทีมเดียวที่มีดาวประดับเสื้อแค่ดวงเดียวโดดๆ

แหล่งข้อมูล Opta Analyst