The Youngest Players in World Cup History

ย้อนรอย 10 นักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ส่องทำเนียบ 10 แข้งมหัศจรรย์ นักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ในโลกของฟุตบอลมีประโยคคลาสสิกที่เหล่ายอดกุนซือมักหยิบยกมาพูดเสมอว่า “ถ้าคุณฝีเท้าดีพอ คุณก็อายุมากพอ” ความห้าว ความสด และความกล้าบ้าบิ่นแบบไม่กลัวใครของวัยรุ่น คืออาวุธลับที่แม่ทัพหลายทีมชาติเลือกหยิบมาเป็นทีเด็ดในทัวร์นาเมนต์ที่กดดันที่สุดในโลก นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกกำเนิดขึ้นเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

ในขณะที่นักเตะระดับซุปตาร์หลายคน ต้องใช้เวลาค่อนชีวิตล้มลุกคลุกคลานเพื่อทำตามความฝันวัยเด็กในการไปลุยบอลโลกสักครั้ง แต่กลับมี เจ้าหนูมหัศจรรย์ กลุ่มหนึ่งที่วาสนาดีบวกกับพรสวรรค์ล้นแก้ว จนได้ลงไปวาดลวดลายท่ามกลางแสงสีและมนต์ขลังของฟุตบอลโลกตั้งแต่อายุยังน้อย

อันดับ 10 กาแร็ง คูโอล (ออสเตรเลีย) 18 ปี 68 วัน

Garang Kuol

ประเดิมทำเนียบด้วย กาแร็ง คูโอล ชายผู้เป็น ไพ่ตายสุดเซอร์ไพรส์ของทัพซอกเกอรูส์ในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ตอนที่ถูกเรียกตัวเขาเพิ่งจะอายุ 17 ปี แถมฟอร์มฮอตจน “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด รีบคว้าตัวไปร่วมทัพทันที

ทว่าหลังจากนั้น กราฟชีวิตของปีกร่างเล็กรายนี้กลับแผ่วลงอย่างน่าใจหาย ปัจจุบันต้องดิ้นรนหาโอกาสลงสนามกับ สปาร์ต้า ปราก ในลีกเช็ก แถมในแคมป์ทีมชาตินับตั้งแต่ โทนี่ โปโปวิช เข้ามาคุมบังเหียน คูโอลก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสลงวาดลวดลายอีกเลย

แต่ช็อตจำระดับประวัติศาสตร์ของเขากับทีมชาติ คือจังหวะหมูหก หลุดไปยิงติดเซฟนาทีบาป ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พ่ายอาร์เจนตินา ลองคิดดูเล่นๆ ครับว่าถ้าลูกนั้นเปลี่ยนเป็นประตู เกมจะลากไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ และบางที ลิโอเนล เมสซี่ อาจจะไม่ได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ราชาแชมป์โลกที่กาตาร์เลยก็ได้

อันดับ 9 คาร์วัลโญ่ เลตี้ (บราซิล) 18 ปี 25 วัน

Carvalho Leite

ย้อนเวลากลับไปในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกปี 1930 ชาติมหาอำนาจลูกหนังอย่าง บราซิล ก็ใจถึงพึ่งได้ กล้าส่งเด็กรุ่นกระทงลงบดขยี้คู่แข่งตั้งแต่วันนั้นแล้ว และหนึ่งในนั้นคือ คาร์วัลโญ่ ไลเต้ กองหน้าหน้าละอ่อน เคยครองสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บอลโลกยาวนานจนถึงปี 1958 เลยทีเดียว

เจ้าหนูเลตี้นำทัพบราซิลลงฟาดแข้งกับยูโกสลาเวีย หลังผ่านวันเกิดอายุครบ 18 ปีมาได้แค่ไม่ถึงเดือน แม้ว่าในระดับสโมสรเขาจะเป็นโคตรเพชฌฆาตจอมถล่มประตูให้กับ โบตาโฟโก้ แต่ในทัวร์นาเมนต์ที่อุรุกวัยครั้งนั้น เขากลับปืนฝืดส่องสกอร์ไม่ได้เลย จนทัพ “เซเลเซา” ต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มอย่างน่าเสียดาย

เกร็ดน่ารู้ทิ้งท้ายคือ เลตี้คือขุนพลแซมบ้าชุดลุยบอลโลกปี 1930 คนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ ก่อนที่เขาจะล่วงลับไปในวัย 92 ปี เมื่อปี 2004 ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานบทแรกของโลกฟุตบอลที่น่าจดจำ

อันดับ 8 ยูสซูฟา มูโกโก้ (เยอรมนี) 18 ปี 3 วัน

Youssoufa Moukoko

จากโคตรเด็กเทพที่สร้างสถิติสับไกถล่มประตูถล่มทลายในทีมเยาวชนจนแฟนบอลทั่วโลกจับตามอง ยูสซูฟา มูโกโก้ ศูนย์หน้าไซส์กะทัดรัดแต่เบียดปะทะได้อย่างทรงพลัง แจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยเจ้าตัวอาศัยโอกาสทองช่วงที่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ย้ายทีม ขยับขึ้นมาตะบันตาข่ายในบุนเดสลีกา จนฟอร์มไปเข้าตา ฮันซี่ ฟลิค กุนซือทีมชาติเยอรมนีในขณะนั้น ส่งตัวเขาลงประเดิมสนามในฟุตบอลโลกหลังผ่านวันเกิดอายุครบ 18 ปีไปได้เพียงแค่ 3 วันเท่านั้น

แต่ทว่าเส้นทางลูกหนังระดับอาชีพไม่ได้ง่ายเหมือนตอนเตะบอลนักเรียน หลังจบศึกที่กาตาร์ กราฟชีวิตของดาวเตะเชื้อสายแคเมอรูนคนนี้กลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย ผลงานในซีซั่น 2023/24 ย่ำแย่จนแทบไม่มีใครจำได้ ก่อนจะโดนระเห็จปล่อยยืมไปอยู่กับ นีซ ในลีกเอิงฝรั่งเศส

ปัจจุบัน มูโกโก้ต้องย้ายมาขุดทองและเรียกความมั่นใจกับ เอฟซี โคเปนเฮเกน ยักษ์ใหญ่แห่งลีกเดนมาร์ก น่าเสียดายที่สถิติการรับใช้ทัพ “อินทรีเหล็ก” ชุดใหญ่ของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่ 2 นัด และดูทรงแล้ว โอกาสที่จะกลับไปเบียดแย่งตำแหน่งในทีมชาติอีกครั้ง ยังคงเลือนลางและห่างไกลเหลือเกิน

อันดับ 7 ริโกแบร์ ซง (แคเมอรูน) 17 ปี 354 วัน

Rigobert Song

นี่คือระดับตำนานของทัพ “หมอผี” ผู้ผ่านฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย และครองสถิติติดทีมชาติมากที่สุดในประวัติศาสตร์แคเมอรูน จุดเริ่มต้นความโหดเกิดขึ้นในศึกสหรัฐฯ 94 เขาถูกเรียกตัวแบบสุดเซอร์ไพรส์ด้วยวัยแค่ 17 ปี และได้ลงสนามไป 2 นัด ทว่าช็อตจำของเขาคือการสไลด์กวาด เบเบโต้ ดาวยิงบราซิลจนโดนใบแดงไล่ออก ส่งผลให้เขาจารึกชื่อเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่โดนไล่ออกในประวัติศาสตร์บอลโลก ก่อนที่แคเมอรูนจะจอดป้ายเพียงแค่รอบแรก ทั้งที่ 4 ปีก่อนหน้านี้ที่อิตาลี พวกเขาเพิ่งจะโชว์ฟอร์มช็อกโลกมาแท้ๆ

อันดับ 6 บาร์โธโลมิว อ็อกเบเช่ (ไนจีเรีย) 17 ปี 244 วัน

Bartholomew Ogbeche

ก่อนลุยบอลโลก 2002 บีบีซีเคยยกย่องดาวยิงวัย 17 ปีรายนี้ว่าเป็นเพชรเม็ดงาม ที่ เปแอสเช ไปฉุดมาจาก โลบิ สตาร์ส ในบ้านเกิด พร้อมคาดหมายว่าจะมาปล่อยของให้โลกตะลึงในเอเชีย ทว่าสุดท้ายเส้นทางของเขากับเปแอสเชกลับแป้กอย่างน่าเสียดาย เช่นเดียวกับผลงานในทัวร์นาเมนต์บอลโลกหนเดียวของเจ้าตัว โดยอ็อกเบเช่ลงสนามไป 2 นัด คลำเป้าไม่เจอ และทัพอินทรีมรกตก็สะกดคำว่าชนะไม่เป็นใน “กรุ๊ป ออฟ เดธ” ก่อนที่เขาจะหลุดโผทีมชาติตลอดกาลหลังปี 2004 และเพิ่งรูดม่านแขวนสตั๊ดไปในปี 2023 หลังโยกไปค้าแข้งช่วงปลายอาชีพที่อินเดีย

อันดับ 5 เปเล่ (บราซิล) 17 ปี 235 วัน

Pelé

นี่คือหนึ่งในทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดที่โหดและคลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ตำนานของ เปเล่ ถูกขีดเขียนขึ้นอย่างงดงามในช่วงซัมเมอร์ที่สวีเดน ปี 1958 เมื่อเจ้าหนูมหัศจรรย์วัย 17 ปี แบกทัพ แซมบ้า ทะยานขึ้นสู่บัลลังก์แชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่

ทัวร์นาเมนต์นั้น เปเล่ จารึกชื่อเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในเวิลด์คัพ หลังกดประตูชัยพาทีมเฉือนเวลส์ 1-0 ในรอบ 8 ทีม จากนั้นก็ปล่อยของระดับต่างดาวด้วยการกดแฮตทริกดับฝรั่งเศส 5-2 ในรอบตัดเชือก บดบังรัศมีดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์อย่าง ชุสต์ ฟงแตน จนมิด ก่อนจะไปเบิ้ลอีกสองตุงในนัดชิงชนะเลิศทุบเจ้าภาพสวีเดนยับเยิน

ฟอร์มการเล่นของเขาไร้เทียมทานมาก ถึงขนาดที่กษัตริย์กุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟ แห่งสวีเดน ทรงเสด็จมาจับพระหัตถ์กับเปเล่ด้วยพระองค์เองก่อนเกมนัดชิง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้งโลกพร้อมใจกันขนานนามฮีโร่คนใหม่รายนี้ว่า “O Rei” (ราชาลูกหนังโลก) ตราบจนทุกวันนี้

อันดับ 4 ซาโลมง โอเล็มเบ้ (แคเมอรูน) 17 ปี 185 วัน

Salomon Olembé

แฟนบอลพรีเมียร์ลีกอาจลืมชื่อของ ซาโลมง โอเลมเบ้ ไปแล้ว หลังเจ้าตัวมาแลนดิ้งค้าแข้งช่วงสั้นๆ กับ ลีดส์ และ วีแกน ทั้งที่จริงๆ พี่แกโชว์ความเทพประเดิมสนามที่เวมบลีย์ดวลอังกฤษตั้งแต่อายุ 16 ปีในซีซั่น 1997

ถ้าถามถึงช่วงที่ท็อปฟอร์มที่สุด ต้องยกให้ตอนค้าแข้งในฝรั่งเศส ซึ่งเขาเป็นกำลังสำคัญพาน็องต์หักปากกาเซียนคว้าแชมป์ลีกเอิงในปี 2001 จนยักษ์ใหญ่อย่าง มาร์กเซย ต้องรีบดึงตัวไปร่วมทัพ

ส่วนในเวทีระดับชาตินั้น การลงเล่น 3 นัดในฟุตบอลโลก 1998 คือจุดเริ่มต้นของอาชีพอันยิ่งใหญ่ โอเล็มเบ้รับใช้ทัพหมอผี ไปถึง 65 นัด และเป็นฮีโร่ปิดทองหลังพระ ชุดคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2 สมัยซ้อนในปี 2000 และ 2002 ซึ่งในปี 2002 เจ้าตัวยังสวมบทหน้าต่ำจำเป็นกดไปถึง 3 ประตูอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงที่โปรไฟล์ในอดีตโหดใช่ย่อย

อันดับ 3 เฟมี่ โอปาบันมี่ (ไนจีเรีย) 17 ปี 101 วัน

Femi Opabunmi

นี่คืออีกหนึ่งเด็กระเบิด ของทัพอินทรีมรกตที่ได้รับความไว้วางใจจากกุนซือ เฟสตัส โอนิกบินเด้ ให้ลงไปซิ่งบนผืนหญ้าในเวทีฟุตบอลโลก 2002 แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาเจิดจรัสของเขามันสั้นเหลือเกินครับ

ก่อนหน้านั้น โอปาบันมี่โชว์ฟอร์มร่างทองในศึกบอลโลก U17 จนได้ย้ายไปอยู่กับ กราสฮอปเปอร์ ซูริก ในลีกสวิส ด้วยสไตล์การเล่นเป็นปีกสายสปีดจัดจ้าน ทว่าหลังจบเกมประวัติศาสตร์ที่เขาลงดวลกับทีมชาติอังกฤษได้เพียง 4 ปี โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาต้องเผชิญกับอาการป่วยด้วยโรคต้อหินขั้นรุนแรงจนตาข้างหนึ่งบอดสนิท และจำใจต้องรูดม่านปิดฉากอาชีพค้าแข้งก่อนเวลาอันควร

ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจยอมรับโศกนาฏกรรมสุดช้ำครั้งนี้ว่า “ผมฝากความหวังไว้กับพระเจ้า และต้องก้าวต่อไป มันไม่มีอะไรที่เราจะทำได้แล้ว” ถือเป็นเรื่องราวของแข้งอัจฉริยะที่ถูกโชคชะตากลั่นแกล้งอย่างน่าเศร้าที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกเลยทีเดียว

อันดับ 2 ซามูเอล เอโต้ (แคเมอรูน) 17 ปี 99 วัน

Samuel Eto’o

แม้ดาวรุ่งหลายคนจะไปไม่สุดทางหลังได้แจ้งเกิดตั้งแต่อายุยังน้อยในฟุตบอลโลก แต่คำนั้นใช้ไม่ได้กับแข้งอายุน้อยสุดอันดับ 2 ตลอดกาลอย่าง ซามูเอล เอโต้ แน่นอน

ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์หน้าระดับเวิลด์คลาสแห่งยุค ผู้กวาดแชมป์แชมเปียนส์ลีกกับ บาร์เซโลน่า และกดทริปเปิลแชมป์กับ อินเตอร์ มิลาน เอโต้เคยถูก เรอัล มาดริด ดึงตัวไปร่วมก๊วนในปี 1997 แต่กลับโดนปล่อยทิ้งอย่างน่าเสียดายในอีก 3 ปีให้หลัง

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1998 ไอ้หนูเอโต้ในวัย 17 ปี ได้ลงประเดิมสัมผัสเกมระดับโลกในฐานะตัวสำรองแมตช์ที่พ่ายอิตาลี ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลุยเวทีเวิลด์คัพถึง 4 สมัยของเขา ก่อนจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮีโร่ของชาติอย่างเต็มตัวในศึกบอลโลกปี 2002

นอกจากนี้ ผลงานชิ้นโบแดงระดับมาสเตอร์พีซคือการเป็นหัวหอกตัวเป้า แบกทัพ “หมอผี” ผงาดคว้าแชมป์ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2 สมัยซ้อน แถมยังนั่งแท่นครองบัลลังก์ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทัวร์นาเมนต์ด้วยสถิติ 18 ประตูอีกด้วย นี่แหละครับที่เขาเรียกว่าของจริงแบบไม่ต้องพูดเยอะ

อันดับ 1 นอร์แมน ไวท์ไซด์ (ไอร์แลนด์เหนือ) 17 ปี 41 วัน

Norman Whiteside

เจ้าของสถิติตลอดกาล นอร์แมน ไวท์ไซด์ เด็กปั้นจากค่าย “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ครองบัลลังก์แข้งละอ่อนที่สุดในประวัติศาสตร์บอลโลก เขาลงประเดิมสนามให้ทัพไอร์แลนด์เหนือ ในเกมเจ๊ายูโกสลาเวีย 0-0 ศึกเวิลด์คัพ 1982 ที่สเปน หลังจากเพิ่งเป่าเค้กวันเกิดอายุครบ 17 ปีไปแค่ 41 วันเท่านั้น

ในทัวร์นาเมนต์ที่บ้านเกิดกลับมาฟาดแข้งบอลโลกหนแรกในรอบ 24 ปี พวกเขาโชว์ทีเด็ดหักคอเจ้าภาพสเปน ทะลุเข้ารอบแบ่งกลุ่มรอบสอง ก่อนจะไปโดนฝรั่งเศสเขี่ยตกรอบ แม้ไอ้หนูไวท์ไซด์จะเป้าสะอาดส่องสกอร์ไม่ได้ แต่ฟอร์มโดยรวมดันไปเข้าตา “บิ๊กรอน” รอน แอตกินสัน กุนซือผีแดงอย่างจัง จนถูกดันขึ้นยึดตัวจริงของสโมสร ได้ลงบู๊ในลีกไปกว่า 200 นัด แถมยังสานต่อผลงานกลับไปลุยบอลโลกได้อีกรอบในปี 1986

แต่น่าเศร้าที่โชคชะตาเล่นตลกครับ เพราะแทนที่กราฟชีวิตจะพุ่งทะยาน ดาวเตะพรสวรรค์รายนี้กลับโดนอาการบาดเจ็บหัวเข่าเรื้อรังตามรังควานอย่างหนัก จนต้องจำใจรูดม่านแขวนสตั๊ดไปในปี 1991 ด้วยวัยเพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น ปิดตำนานวันเดอร์คิดเจ้าของสถิติโลกไปแบบน่าเสียดายสุดๆ