เปิดทำเนียบ 8 สโมสรยักษ์หลับกับเป้าหมายในการพิสูจน์ตัวเองในเวที ฟุตบอลโลก 2026
ในศึกฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ มีทีมที่ตบเท้าเข้าชิงชัยมากถึง 48 ชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายของแต่ละทีมนั้นต่างกัน แน่นอนว่าต้องมีบางทีมที่ต้องแบกความกดดันมากกว่าใคร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เป็นเหมือนยักษ์หลับ ซึ่งกำลังพยายามปลุกตัวเองให้ตื่นจากการหลับใหลในซัมเมอร์นี้ เพราะทัวร์นาเมนต์นี้ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่มันคือการพิสูจน์ศักดิ์ศรีที่จะกลับมาแก้ไขความผิดพลาดในอดีต และต้องการลบคำสบประมาทจากการแข่งขันครั้งก่อนๆ
เบลเยียม
“ปีศาจแดงแห่งยุโรป” เคยเป็นทีมที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก นช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เบลเยียมมักจะตกม้าตายและทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่หลายคนคาดหวังเอาไว้เสมอ หากย้อนไปในทัวร์นาเมนต์ก่อนๆ เบลเยียมมักจะถูกแปะป้ายว่าเป็นม้ามืดหรือแม้กระทั่งตัวเต็งแชมป์ แต่มาครั้งนี้ กระแสความคาดหวังกลับเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะผลงานในยูโร 2024 พวกเขาไปได้ไกลที่สุดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย แถมในฟุตบอลโลก 2022 ก็ดันร่วงตกรอบแบ่งกลุ่มไปแบบผิดฟอร์ม
สำหรับศึกฟุตบอลโลกในอเมริกาเหนือซัมเมอร์นี้ สมาชิกจากทีมยุคทองหลงเหลือมาช่วยทีมเพียงไม่กี่รายเท่านั้น แกนหลักชุดเดิมอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, ติโบต์ กูร์กตัวส์ และ โรเมลู ลูกากู ยังคงอยู่เพื่อประคองเหล่าแข้งสายเลือดใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมา
คราวนี้เบลเยียมมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซืออย่าง รูดี้ การ์เซีย เหล่าดาวรุ่งสายเลือดใหม่ต่างกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองและต้องการสร้างความสำเร็จให้ก้าวข้ามสิ่งที่รุ่นพี่เคยทำไว้ให้ได้ และบางทีการที่ไม่ได้ถูกคาดหวังสูงเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเป็นทีเด็ดที่ทำให้พวกเขากล้าเล่นและโชว์ฟอร์มได้อิสระมากขึ้น จนอาจจะกลายเป็นทีมที่ประมาทไม่ได้เลย
บราซิล
สำหรับหลายประเทศ แค่ได้เข้ารอบลึกในฟุตบอลโลกก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่กับบราซิลแล้วมันไม่เคยพอ นี่คือชาติที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมคำว่า แชมป์ เท่านั้น
เจ้าของแชมป์โลก 5 สมัยยังคงเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แต่ปัญหาคือครั้งล่าสุดที่ทีมชาติบราซิลได้ชูถ้วย มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2002 แล้ว หรือเรียกได้ว่า 24 ปีผ่านไป ที่แฟนบอลบราซิลยังรอแชมป์โลกสมัยที่ 6 อย่างใจจดใจจ่อ
ผลงานที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่แห้งเหี้ยมนี้คือการทะลุถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2014 แต่ดันถูกเยอรมนีถล่มยับคาบ้าน 7-1 จนกลายเป็นฝันร้ายที่แฟนบอลไม่มีวันลืม
หลังจากร่วงรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาสองครั้งติด บราซิลจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยตอนนี้ได้ คาร์โล อันเชล็อตติ ยอดกุนซือระดับตำนานมานั่งกุมบังเหียนในซุ้มม้านั่งสำรองเรียบร้อยแล้ว ความเก๋าเกมและแทคติกที่เน้นผลการแข่งขันของอันเชล็อตติ มักจะไปได้สวยเสมอในเกมระดับน็อคเอาท์ แถมเขายังมีขุมกำลังระดับสตาร์ที่มีคุณภาพล้นแก้วในทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะแผงหลังตัวกลางและแนวรุกที่จัดจ้านสุดๆ
สำหรับบราซิล การตกรอบก่อนเวลาอันควรเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาถูกตั้งเป้าให้คว้าถ้วยแชมป์โลกสมัยที่ 6 มาประดับตู้โชว์เพื่อขยายสถิติออกไปอีก จริงอยู่ว่าบราซิลมีพรสวรรค์ที่จะไปถึงจุดนั้นอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ เหล่านักเตะจะรับมือกับความกดดันอันมหาศาลที่มาพร้อมกับเสื้อสีเหลืองอันเป็นตำนานนี้ได้ดีแค่ไหน
อียิปต์
ถ้าวัดกันในทวีปแอฟริกา อียิปต์คือหนึ่งในชาติลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแบบไม่ต้องเถียง เจ้าของแชมป์ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือทีมที่เต็มไปด้วย DNA แห่งชัยชนะในระดับทวีป แต่เรื่องแปลกก็คือ ความยิ่งใหญ่เหล่านั้นแทบไม่เคยส่งต่อมาถึงเวทีฟุตบอลโลกเลย พวกเขาเคยผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพียงแค่ 3 ครั้ง เท่านั้น และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พวกเขายังไม่เคยเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียวจากการลงเล่นฟุตบอลโลกทุกครั้งที่ผ่านมา
สำหรับทัวร์นาเมนต์ที่อเมริกาเหนือครั้งนี้ ทัพมัมมี่ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุดสถิติอันเลวร้ายนี้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทัวร์นาเมนต์ที่แทบจะคอนเฟิร์มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยอดดาวยิงระดับตำนานของทีม
แม้ในความเป็นจริง โอกาสที่อียิปต์จะก้าวไปถึงแชมป์โลกแทบจะเป็นศูนย์ แต่การผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์คือภารกิจที่พวกเขาต้องทำให้สำเร็จ และหลังจากนั้นเป้าหมายคือการสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือรอบ 8 ทีมสุดท้าย เพื่อเป็นการปิดฉากเส้นทางทีมชาติของซาลาห์ให้สมเกียรติที่สุด
เยอรมนี
ถ้าพูดถึงทีมชาติที่ครั้งหนึ่งแค่เห็นชื่อก็ทำให้คู่แข่งขาสั่น เยอรมนีคือหนึ่งในนั้นแบบไม่ต้องสงสัย นี่คือชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหด ความนิ่ง และ ความเหี้ยมระดับสัตว์ประหลาดในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ และมักการันตีการเข้ารอบลึกๆ ในทุกรายการที่ลงเล่นเสมอ ทว่าในช่วงหลังมานี้ดูเหมือนว่าทัพ “อินทรีเหล็ก” จะต้องเจอกับมรสุมลูกใหญ่ไม่ต่างจากบราซิลเลย พวกเขากลายเป็นทีมที่ต้องมานั่งหาทางล้างอายและกู้ศรัทธากลับคืนมาให้ได้หลังจากทำผลงานหลุดฟอร์มไปไกล
อดีตแชมป์โลกปี 2014 ทีมนี้ ต้องช็อกแฟนบอลด้วยการตกรอบแบ่งกลุ่มมาแล้วถึง 2 สมัยติดต่อกัน นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา พวกเขายังไม่เคยผ่านเข้าไปได้ไกลกว่ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ปัจจุบัน ยูเลียน นาเกลส์มันน์ คือกุนซือที่ได้รับภารกิจสำคัญในการพายอดทีมทีมนี้กลับสู่จุดสูงสุดของวงการลูกหนังอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เขากำลังเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ประดับทีมอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าขุมกำลังโดยรวมยังขาดความสมดุลและคุณภาพในตำแหน่งสำคัญๆ ไปอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข
เป้าหมายของทัพ “อินทรีเหล็ก” ในตอนนี้คือการสถาปนาตัวเองให้เป็นมหาอำนาจที่ใครก็โค่นยากบนเวทีโลกอีกครั้ง พวกเขากระหายที่จะลบฝันร้ายและความล้มเหลวจากทัวร์นาเมนต์ก่อนๆ ให้สิ้นซาก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเยอรมนีพร้อมจะผงาดขึ้นมาทวงบัลลังก์คืนในเร็วๆ นี้แน่นอน
เนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์คือชาติที่ครองตำแหน่ง ทีมที่ดีที่สุดที่ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์โลก อย่างแท้จริงเมื่อดูจากอิทธิพลมหาศาลที่พวกเขาสร้างไว้ให้วงการลูกหนังตลอดศตวรรษที่ผ่านมา มันแทบเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากที่ทัพ “อัศวินสีส้ม” ยังไม่เคยได้ฉลองแชมป์โลกเลยสักครั้ง ทั้งที่เคยทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่เป็น พระรอง ทั้งหมด
ขนาดระดับปรมาจารย์อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์, มาร์โก แวน บาสเท่น หรือเดนนิส เบิร์กแคมป์ ยังไม่สามารถพาทีมไปถึงดวงดาวได้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าขุมกำลังชุดปัจจุบันอาจจะมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ในอเมริกาเหนือได้ยากลำบากสักหน่อย
ด้วยชื่อชั้นของตำนานเหล่านั้นที่ยังอกหัก ทำให้หลายฝ่ายมองว่าทีมชุดปัจจุบันมีโอกาสน้อยมากที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน กุนซือที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็นสองฝั่ง แรงกดดันและการจับจ้องยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ตัวผู้เล่น เนเธอร์แลนด์ก็ยังเป็นทีมที่ประมาทไม่ได้ เพราะมีทรัพยากรนักเตะที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ยักษ์ใหญ่ทีมอื่นในยุโรป มีแผงหลังและกองกลางระดับเกรดเอที่ถือเป็นหัวใจหลักของทีม พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาสมดุลจากแดนกลางและหลังเพื่อชดเชยปัญหาในแนวรุกที่ยังขาดความเฉียบคม รวมถึงตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยังดูธรรมดาเกินไปในเวทีระดับโลก
ฟุตบอลโลกหนนี้คือบทพิสูจน์สำคัญที่เนเธอร์แลนด์ต้องทวงความยิ่งใหญ่กลับมาให้ได้ หลังจากที่เคยอกหักไม่ได้ไปลุยในปี 2018 และไปได้ไกลที่สุดแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2022 ที่ผ่านมา
นิวซีแลนด์
หากกางชาร์ตคะแนนฟีฟ่าแรงกิ้งออกมา นิวซีแลนด์ คือทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้แบบเป็นทางการ ด้วยอันดับ 85 ของโลก ตามหลังแม้กระทั่งเฮติ, คูราเซา หรือเคปเวิร์ด ทำให้ตัวแทนหนึ่งเดียวจากโซนโอเชียเนียทีมนี้ไม่ต้องแบกความกดดันอะไรเลย แค่เล่นให้ได้ตามมาตรฐานก็ถือว่ากำไรแล้ว
การถูกจับไปอยู่ในกลุ่มที่มีทั้ง เบลเยียม, อียิปต์ และอิหร่าน อาจดูเหมือนงานช้าง แต่ในฟุตบอลโลกเวอร์ชันนี้ที่มีโควตาให้ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดถึง 8 ทีมผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ถือเป็นโอกาสทองที่ทัพ “ออล ไวท์ส” จะสร้างเซอร์ไพรส์หักปากกาเซียนเข้ารอบน็อกเอาต์ได้เป็นครั้งแรก
นี่คือการมาลุยบอลโลกครั้งที่ 3 ของพวกเขา ซึ่งแฟนบอลยังคงถวิลหาฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซในปี 2010 ที่นิวซีแลนด์จารึกชื่อเป็นเพียงทีมเดียวในทัวร์นาเมนต์ที่ไร้พ่ายตลอดการแข่งขัน
โปรตุเกส
หลังจากเห็นคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ชูถ้วยแชมป์โลกที่กาตาร์ไปแล้ว ความกดดันทั้งหมดตอนนี้พุ่งเป้ามาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทันที ในทัวร์นาเมนต์ที่น่าจะเป็นการทิ้งทวนครั้งสุดท้ายของเขา แม้เจ้าของบัลลงดอร์ 5 สมัยรายนี้จะพยายามมาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยพาทัพ “ฝอยทอง” ไปถึงฝั่งฝันได้เลยสักครั้ง
สถิติที่ดีที่สุดของโปรตุเกสคืออันดับ 3 ในปี 1966 แต่บอกเลยว่าครั้งนี้ต่างออกไป เพราะพวกเขาเดินทางมาอเมริกาเหนือด้วยชุดผู้เล่นที่ครบเครื่องและสมดุลที่สุดทีมหนึ่งในรายการ โดยมีโรนัลโด้เป็นหัวหอกนำทัพชุดมหัศจรรย์นี้
ด้วยแผงมิดฟิลด์ที่กล้าพูดได้ว่าดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ บวกกับแนวรุกระดับสตาร์ล้นทีมและแผงหลังที่ปึกปึก ทำให้โปรตุเกสในปี 2026 ไม่ใช่แค่ม้ามืดอีกต่อไป แต่พวกเขาคือ เต็งแชมป์อย่างเต็มตัวที่พร้อมจะบดขยี้ทุกทีมที่ขวางหน้า
สหรัฐอเมริกา
ในฐานะหนึ่งในเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 สหรัฐฯ แบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ พวกเขากำลังกระหายอย่างหนักที่จะพิสูจน์ตัวเองในฐานะมหาอำนาจลูกหนังหน้าใหม่ของโลก ซึ่งแน่นอนว่าหากผลงานออกมาไม่เป็นไปตามเป้าหมายของเหล่าแฟนบอลที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นและคาดหวังสูงขึ้น พวกเขาจะต้องเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นอน
คำว่า ความสำเร็จ สำหรับสหรัฐฯ ในทัวร์นาเมนต์นี้อาจจะพูดยาก แต่มีสิ่งที่ชัดเจนคือมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำตัวให้สมราคา การเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ให้ได้ พร้อมโชว์ฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและน่าประทับใจคือภารกิจบังคับ ด้วยการคุมทัพของยอดกุนซืออย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ บวกกับสตาร์ชูโรงอย่าง คริสเตียน พูลิซิช สหรัฐฯ ตั้งใจจะพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ทีมแจกแต้ม แต่เป็นทีมระดับท็อปของจริง
ลงานที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2002 หากพวกเขาสามารถทำซ้ำเส้นทางประวัติศาสตร์นั้นได้อีกครั้งในซัมเมอร์นี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้แฟนบอลเจ้าถิ่นได้ฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยงและพอใจกับผลงานของทีม
ที่มา ESPN









