จัดอันดับ 10 ม้ามืดตัวอันตรายในเวทีฟุตบอลโลก 2026 ใครจะกลายเป็นโมร็อกโกรายต่อไป?
ฟุตบอลโลกที่ขยายเป็น 48 ทีมแบบนี้ บอกเลยว่าเปิดทางให้พวกม้ามืดหน้าใหม่มีพื้นที่สร้างเรื่องช็อกโลกมากกว่าเดิมด้วย
คำว่า ม้ามืด ถ้าเปิดพจนานุกรมเขาก็แปลว่า คือ คู่แข่งที่ไม่มีใครจับตา แต่ดันพุ่งเข้ามาประสบความสำเร็จแบบเหนือความคาดหมาย และถ้าจะมีเวทีไหนเหมาะกับการเกิดของม้ามืดที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นฟุตบอลโลก
ตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกสร้างตำนานบทวีรบุรุษมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่การล้มยักษ์แบบนัดต่อนัด ไปจนถึงการลุยแหลกทะลุเข้ารอบลึกๆ จนได้ใจแฟนบอลทั่วโลก เชื่อเถอะว่าแทบไม่มีจบทัวร์นาเมนต์ไหนเลยที่จะไม่มีทีมอันเดอร์ด็อกออกมาอาละวาดโชว์ของ
ลองย้อนไปดูที่กาตาร์เมื่อ 4 ปีก่อน โมร็อกโก สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกจากแอฟริกาที่ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ โดยระเบิดฟอร์มตบทั้งเบลเยียมและโปรตุเกสกระเด็นตกรอบไปแบบสะใจกองเชียร์
แต่คำถามสำคัญคือ ในฟุตบอลโลก 2026 นี้ ใครจะเป็นโมร็อกโกรายต่อไป? ในเมื่อทัวร์นาเมนต์มันใหญ่ขึ้น เราเลยต้องสแกนหาผู้ท้าชิงกันและนี่คือ 10 อันดับม้ามืดตัวตึงที่พร้อมจะเขย่าขวัญยักษ์ใหญ่
1. ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นคือหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองที่สุดของฟุตบอลโลก 2026 และพูดได้เต็มปากเลยว่า “ซามูไรบลู” ชุดนี้มีของพอจะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ทั้งทัวร์นาเมนต์ ความน่ากลัวของญี่ปุ่นคือความเข้าใจเกมที่ยอดเยี่ยมครับ พวกเขาเล่นกันได้ไหลลื่นจนเหมือนทีมสโมสรที่ซ้อมด้วยกันมาเป็นแรมปี พวกเขาครองบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังมีเกมรับและวิธีการเล่นยามไม่มีบอลแบบฉบับโมเดิร์นฟุตบอลของแท้
ความพีคในบอลโลกหนนี้คือ นากามูระ กลับมาสวมสูทในฐานะมือขวาของ ฮาจิเมะ โมริยาสุ ตัวของโมริยาสุเองคุมทีมมาตั้งแต่ปี 2018 นี่คือปีที่ 8 ของเขาในตำแหน่งนี้ และผมสัมผัสได้ว่านี่คือช่วงเวลาสุกงอมที่สุดในอาชีพคุมทีมของเขาบนเวทีโลกครั้งที่สอง
ทีมชุดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว แต่ทำงานกันเหมือนเครื่องจักรที่หยอดน้ำมันมาอย่างดี โดยมี คาโอรุ มิโตมะ เป็นตัวจี๊ดคอยเปลี่ยนเกม และมี อายาเสะ อุเอดะ ดาวยิงที่กำลังระเบิดฟอร์มฮอตในยุโรปซีซั่นนี้เป็นตัวจบสกอร์
มองไปมองมา ทรงของญี่ปุ่นทีมนี้มันช่างเหมือนกับตำนานม้ามืดรุ่นพี่อย่าง บัลแกเรียปี ’94, ตุรกีปี ’02 หรือล่าสุดอย่างโมร็อกโกปี ’22 จริงๆ เชื่อเถอะว่าถ้าพวกเขาจะหักด่านยักษ์ใหญ่เข้าไปรอบลึกๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์อะไรเลยสำหรับคอบอลที่ตามดูฟอร์มพวกเขาอยู่
2. เอกวาดอร์
ถ้าพูดถึงบรรดาทีมจากโซนคอนเมโบล เอกวาดอร์อาจไม่ใช่ทีมที่มีออร่าโดดเด่นแบบอาร์เจนตินา ไม่ได้เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์เหมือนบราซิล และไม่ได้มีเสน่ห์โรแมนติกแบบโคลอมเบียยุคใหม่ แต่บอกเลยว่าใครที่เจอเอกวาดอร์ในซัมเมอร์ปี 2026 นี้เตรียมปวดหัวได้เลย
เอกวาดอร์ชุดนี้อาจจะไม่ได้มีแนวรุกชื่อก้องโลกมาประดับทีมเหมือนเพื่อนบ้าน แต่สิ่งที่เขามีคือความถึก ความแกร่ง และความมีระเบียบวินัยที่น่าเหลือเชื่อ ลงเตะ 18 นัด โดนเจาะตาข่ายไปแค่ 5 ลูกเท่านั้น แม้ทรงบอลจะออกไปทางเน้นรัดกุมจนติดเสมอเยอะไปนิด แต่เชื่อไหมว่าตั้งแต่เปิดหัวปี 2025 มา ยังไม่มีทีมไหนเอาชนะพวกเขาได้เลย ขนาดทีมเต็งม้ามืดอย่าง เนเธอร์แลนด์ และ โมร็อกโก ยังทำได้แค่หอบแฮ่กๆ เสมอกันไป 1-1 ในคิวอุ่นเครื่องเดือนมีนาคม
ภายใต้การทำทีมของกุนซือ เซบาสเตียน เบคคาเซเซ่ ทีมชุดนี้อัดแน่นไปด้วยสตาร์ดัง นำทัพโดย มอยเซส ไกเซโด้ ห้องเครื่องไดนาโมจากพรีเมียร์ลีก และ ปิเอโร่ อินกาปิเอ้ ปราการหลังจอมดุดัน แต่คนที่กำลังราศีจับและโปรไฟล์หรูที่สุดในทีมตอนนี้ต้องยกให้ วิลเลี่ยน ปาโช่ แนวรับจากค่ายเปแอสเช
เซียนบอลหลายคนยกให้ทีมชุดนี้อาจเป็น เอกวาดอร์ชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ ทรงบอลเขี้ยวตันแบบนี้ ใครเจอในรอบน็อกเอาต์มีปวดหัวแน่นอน แต่จุดที่น่าเสียวไส้คือ ด้วยสไตล์รัดกุมจัดๆ ชะตากรรมของพวกเขาอาจจะต้องไปจบที่ลูกโทษซะบ่อย ซึ่งตรงนั้นก็ต้องไปวัดดวงหน้างานกันอีกที
3. นอร์เวย์
ถ้าถามว่า ม้ามืด ทีมไหนที่คนทั้งโลกอยากเห็นฟอร์มที่สุดในบอลโลกหนนี้ ชื่อของ นอร์เวย์ ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน ผลงานการตบยักษ์ใหญ่อย่างอิตาลีจนหัวทิ่มในรอบคัดเลือก คือการประกาศศักดาว่าพวกเขากลับสู่เวทีโลกครั้งแรกในศตวรรษที่ 21 อย่างสง่างาม
จุดขายของนอร์เวย์ชุดนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงระดับปีศาจที่พร้อมจะเปลี่ยนโอกาสเพียงครั้งเดียวให้เป็นประตูได้เสมอ แต่บอกเลยว่านอร์เวย์ชุดนี้ไม่ได้มีดีแค่เบอร์ 9 คนเดียว เพราะแดนหน้ายังมีอาวุธลับอย่าง อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ซูเปอร์ซับร่างยักษ์จากแอตเลติโก มาดริด ที่พร้อมลงมาป่วนแนวรับ แถมยังมี อันโตนิโอ นูซ่า ปีกดาวรุ่งตัวจี๊ดจากแอร์เบ ไลป์ซิก ที่มีทีเด็ดลากเลื้อยสร้างจังหวะมหัศจรรย์ได้ทุกเมื่อ
หัวใจสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยคือ มาร์ติน โอเดการ์ด เพลย์เมกเกอร์อัจฉริยะที่จะคอยคุมจังหวะเกมให้ไหลลื่นเหมือนเครื่องยนต์ที่ได้รับการหยอดน้ำมันมาอย่างดี โดยมี ซานเดอร์ เบอร์เก้ คอยปัดกวาดและคุมจังหวะอยู่เคียงข้าง ซึ่งบาลานซ์แดนกลางคู่นี้นี่แหละคือฟันเฟืองชิ้นสำคัญในระบบ 4-4-2 ของกุนซือ สตาเล่ โซลบัคเคน
อย่างไรก็ตาม การถูกจับตามองและยกให้เป็นม้ามืดเบอร์ต้นๆ ขนาดนี้ ก็แอบทำเอาแฟนบอลไวกิ้งเสียวไส้เบาๆ เหมือนกัน เพราะพวกเขาดันต้องไปชนกับของแข็งใน กลุ่ม I สุดหิน งานนี้บอกเลยว่ากระดูกชิ้นโตทั้งนั้น และไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเส้นทางทะลุสู่รอบน็อกเอาต์ของนอร์เวย์จะหมูอย่างที่คิด
4. เซเนกัล
แม้เซเนกัลจะไม่ได้ถูกจารึกอย่างเป็นทางการว่าเป็นแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 แต่บอกเลยว่าแฟนบอลในประเทศแทบไม่สนเรื่องเอกสารหรือข้อกฎหมายอะไรทั้งนั้น เพราะสำหรับพวกเขา ช่วงเวลาแห่งความสุขมันเกิดขึ้นไปแล้วเรียบร้อยและตอนนี้ “สิงโตแห่งเตรังก้า” กำลังเตรียมพลังทั้งหมดไปปล่อยของบนเวทีฟุตบอลโลก 2026
แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่างานนี้เข็นครกขึ้นภูเขาของจริง เพราะทัพเซเนกัลภายใต้การนำของพี่ใหญ่อย่าง ซาดิโอ มาเน่ ดันถูกจับไปหย่อนไว้ใน Group of Death ที่ต้องฟัดกับทั้ง ฝรั่งเศส และ นอร์เวย์ การจะผ่านด่านสองยักษ์ใหญ่นี้ไปได้พวกเขาต้องงัดฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซออกมาโชว์เท่านั้น
หากใครยังจำได้ เซเนกัลเคยสร้างปรากฏการณ์ช็อกโลกมาแล้ว ในปี 2002 พวกเขาประเดิมสนามบอลโลกครั้งแรกก็ทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนครั้งล่าสุดก็ไปได้สวยถึงรอบ 16 ทีมก่อนจะโดนอังกฤษสอยร่วง
ขุมกำลังชุดนี้ของกุนซือ อลิอู ซิสเซ่ ไม่ได้เปลี่ยนจากปี 2022 แบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ความน่าสนใจคือการเริ่มมีแกนหลักสายเลือดใหม่ที่ก้าวขึ้นมาผสมโรงกับเหล่านักเตะมากประสบการณ์ได้อย่างเนียนตา จุดเด่นของเซเนกัลคือบาลานซ์ที่ลงตัวสุดๆ ระหว่างพละกำลังความแข็งแกร่งตามสไตล์แอฟริกา บวกกับทักษะความสามารถเฉพาะตัวระดับปรมาจารย์
บอกเลยว่าใครที่คิดจะเคี้ยวเซเนกัลชุดนี้ง่ายๆ มีสิทธิ์ฟันร่วง ถ้าซัมเมอร์นี้เราจะได้เห็นภาพเซเนกัลลุกขึ้นมาหักปากกาเซียนน็อกทีมเต็งให้หน้าหงายกันไปข้างหนึ่ง เพราะทีมชุดนี้ใจสู้เกินร้อยจริงๆ
5. โคลอมเบีย
บอกเลยว่าชั่วโมงนี้ โคลอมเบีย ถูกยกให้เป็น 1 ใน 10 ทีมเต็งที่มีโอกาสชูถ้วยฟุตบอลโลก 2026 มากที่สุดทีมหนึ่ง ถ้าจะให้จัดลำดับความเข้มข้น พวกเขาคือม้ามืดระดับพรีเมียมที่อยู่แถวหน้าของกลุ่มผู้ท้าชิงเลยทีเดียว
แฟนบอลรุ่นเก๋าคงจำกันได้แม่นว่า ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ คือทั้งช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวัง และความเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของโคลอมเบีย ตอนนั้นพวกเขาถูกยกให้เป็นทีมสุดอันตราย หลังถล่มอาร์เจนตินา 5-0 ในรอบคัดเลือก จนแม้แต่ เปเล่ ยังออกมาพูดว่า โคลอมเบียมีดีพอเป็นแชมป์โลก
ทีมยุคนั้นเล่นบอลสวย แดนกลางแพรวพราว และเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่สุดท้ายกลับตกรอบแบ่งกลุ่มแบบช็อกโลก ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะตามมา เมื่อ อันเดรส เอสโกบาร์ ถูกลอบสังหารหลังทำเข้าประตูตัวเอง
ผ่านไปกว่า 30 ปี การกลับมาอเมริกาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมาแข่งฟุตบอล แต่มันคือการกลับมาชำระประวัติศาสตร์ที่ค้างคาของชาวโคลอมเบียทั้งประเทศ โดยในครั้งนี้พวกเขามีขุมกำลังที่ผสมผสานระหว่างความเก๋าและความสดได้อย่างน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็น ฮาเมส โรดริเกซ ฮีโร่แห่งปี 2014 ยังอยู่ในทีม พร้อมบทบาทจอมทัพตัวเก๋าที่อ่านเกมขาดทุกจังหวะ หลุยส์ ดิอาซ ปีกตัวเทพจาก บาเยิร์น มิวนิก ที่ความจัดจ้านระดับโลก กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมรุกที่คู่แข่งเห็นแล้วต้องขยาด แส่วน หลุยส์ ซัวเรซ เพชฌฆาตจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ที่ฟอร์มกำลังเข้าฝัก พร้อมปิดบัญชีทุกจังหวะที่บอลมาถึงเท้า
ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน เร้าใจ และเปี่ยมไปด้วยเทคนิคส่วนตัว ทำให้โคลอมเบียกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลเป็นกลางได้ไม่ยาก พวกเขาเล่นฟุตบอลด้วยแพสชั่นที่สูงลิ่ว และดูเหมือนว่าความทรงจำอันเจ็บปวดจากปี ’94 จะกลายเป็นน้ำมันชั้นดีที่คอยขับเคลื่อนให้ทีมชุดนี้ไปได้ไกลกว่าที่เคย
6. ออสเตรีย
ออสเตรียอาจไปไม่ถึงฝั่งฝันในศึกยูโร 2024 หลังโดนตุรกีเขี่ยตกรอบ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ทีมของ ราล์ฟ รังนิก ไม่ปล่อยให้ความผิดหวังนั้นเกาะกินใจนานนัก พวกเขาเดินหน้าลุยรอบคัดเลือกบอลโลกแบบดุจัด จนกลายเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากจับสลากไปเจอในซัมเมอร์นี้
จุดแข็งที่สุดของออสเตรียชุดนี้คือความเข้าใจเกมและการเคลื่อนที่ยามไม่มีบอลที่สอดประสานกันเนียนกริบเหมือนซ้อมด้วยกันทุกวันในสโมสร ซึ่งระบบนี้แหละที่จะพาพวกเขาไปได้ไกลในทัวร์นาเมนต์ที่อเมริกาเหนือ
ตามสไตล์ปรมาจารย์รังนิค ทีมชุดนี้เน้นการบีบพื้นที่แบบกัดไม่ปล่อย แต่อาจจะมีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ อยู่บ้างว่าสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและอบอ้าวในสนามแข่งขัน จะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การวิ่งเพรสซิ่งแบบบ้าพลังต้องลดดีกรีลงหรือไม่
แม้จะมีตัวทีเด็ดอย่าง คริสตอฟ เบาม์การ์ทเนอร์ ที่กำลังระเบิดฟอร์มฮอตในบุนเดสลีกา แต่ออสเตรียก็ยังขาดซูเปอร์สตาร์ประเภทชี้ขาดผลแพ้ชนะเหมือนที่บรรดาทีมยักษ์ใหญ่มี ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นเพดานที่กั้นไม่ให้พวกเขาไปถึงฝั่งฝัน
ในเชิงประวัติศาสตร์ ออสเตรียคือหนึ่งในทีมที่มีทรงบอลสวยงามและยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาแต่ยังไม่เคยสัมผัสถ้วยจูลส์ ริเมต์ และถึงแม้ตอนนี้ทีมจะดูดีขึ้นมากภายใต้เงื้อมมือรังนิค แต่ถ้าพวกเขาทะลุไปถึงแชมป์ได้ในซัมเมอร์นี้ ก็ต้องเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ช็อกโลกตลอดกาลแน่นอน
ออสเตรียชุดนี้คือ ฝันร้ายของทีมใหญ่ที่ชอบครองบอลช้า เพราะพวกเขาจะพุ่งเข้าหาคุณเหมือนฝูงหมาป่า แต่คำถามสำคัญคือในรอบลึกๆ ที่ความเก๋าและความสามารถเฉพาะตัวตัดสินเกม พวกเขาจะมีหมัดเด็ดพอที่จะน็อกคู่แข่งได้หรือไม่
7. ตุรกี
เวลาพูดถึง ม้ามืด ในฟุตบอลรายการใหญ่ ชื่อตุรกีมักโผล่ขึ้นมาแทบทุกครั้ง และหลายครั้งก็ทำแฟนบอลสายเชียร์ต้องเจ็บแบบพูดไม่ออก โดยเฉพาะแผลใจจากยูโร 2020 ที่ตอนนั้นใครๆ ก็ว่าเต็งม้ามืด แต่ผลงานจริงกลับน่าผิดหวังแบบกู่ไม่กลับ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การกุมบังเหียนของ วินเชนโซ มอนเตลล่า พวกเขาดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ยูโรครั้งล่าสุดก็ทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะพ่ายเนเธอร์แลนด์ไปแบบได้ลุ้น
นี่คือการกลับสู่เวทีบอลโลกครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ใน 4 ศตวรรษ แน่นอนว่าพวกเขาต้องการสร้างตำนานให้เหมือนปี 2002 ที่เคยไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ
ขุมกำลังแนวหน้าชุดนี้คือของจริง นำทัพโดย อาร์ดา กูแลร์ พ่อมดน้อยจากเรอัล มาดริด ที่รับบทเป็นหัวใจในการสร้างสรรค์เกม ประสานงานกับ เคนัน ยิลดิซ ดาวยิงเลือดร้อนจากยูเวนตุสที่ถ้าวันไหนองค์ลงบอกเลยว่าแนวรับคู่แข่งเตรียมตัวเละ
เรื่องเกมรับอาจจะยังมีช็อตเหวอๆ ให้แฟนบอลได้ลุ้นตัวโก่งกันบ้าง แต่จุดที่ชดเชยได้คือมิดฟิลด์สายคอนโทรลที่มอนเตลล่ามีอยู่ในมือ ทีมชุดนี้มีตัวคุมจังหวะเก่งๆ ที่สามารถครองบอลและรักษาระยะห่างกับคู่ต่อสู้ได้ดี ช่วยลดภาระแนวรับไปได้เยอะ
ตุรกี 2026 คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ความแค้นในอดีต กับ พรสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ ถ้าพวกเขารักษามาตรฐานและไม่สติหลุดกันเอง เราอาจจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ปี 2002 ฉายซ้ำอีกรอบบนแผ่นดินอเมริกาเหนือก็ได้
8. สหรัฐอเมริกา (USMNT)
สารภาพมาเถอะว่าหลายคนคงแอบอวยเจ้าภาพอย่าง สหรัฐอเมริกา (USMNT) มากเกินไปหน่อยก่อนฟุตบอลโลก 2026 แต่เอาเข้าจริง บรรยากาศรอบทีมชาติอเมริกาตอนนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบสุดขีดเหมือนที่หลายคนคิด แต่มองอีกมุมหนึ่ง การโดนสบประมาทก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
การเข้ามาของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือจอมแท็กติกชาวอาร์เจนไตน์ เริ่มเห็นเค้าลางความเปลี่ยนแปลงชัดเจน ในช่วงปลายปี 2025 พวกเขาเก็บชัยชนะเหนือทีมแกร่งได้ต่อเนื่อง โดยกุนซืออาร์เจนไตน์รายนี้เลือกที่จะเดิมพันกับนักเตะที่ฟอร์มกำลังมามากกว่าจะยึดติดกับชื่อเสียงเดิมๆ จนได้รับคำชมไปไม่น้อย
แม้จะดูดีมีอนาคต แต่ผลงานในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมากลับทำให้แฟนๆ เสียวไส้ โดยเฉพาะการโดน เบลเยียม ถลุงยับไปถึง 5-2 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชั้นดีว่าพวกเขายังมีจุดที่ต้องจูนอีกเยอะก่อนจะเริ่มมหกรรมในบ้านตัวเอง
ถ้ากางตารางดูจะเห็นว่างานใน กลุ่ม D ไม่ได้โหดหินจนเกินไปนัก หากพญาอินทรีเก็บแต้มและสร้างโมเมนตัมได้ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มพอชอาจจะพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ทะลุถึงรอบควอเตอร์ไฟนอลได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002
การเป็นเจ้าภาพมันมาพร้อมกับความกดดันมหาศาล แต่ถ้าพอชจูนเครื่องติดในจังหวะที่ใช่พอดี บางทีเราอาจได้เห็นเทพนิยายบทใหม่ในแผ่นดินอเมริกาเหนือก็ได้ ข้อแม้คือพวกเขาอาจจะต้องฝ่าด่านล้างตาจากเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายให้ได้ก่อน
9. สกอตแลนด์
ถ้ามองแค่ผลงานรอบคัดเลือก สกอตแลนด์อาจไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าหลายทีม ยิ่งเห็นเดนมาร์กโดนเช็กสอยร่วงในเพลย์ออฟ ยิ่งทำให้ชัยชนะของสกอตแลนด์ดูซอฟต์ลงไปนิด แถมฟอร์มในศึกยูโรสองครั้งหลังสุดของลูกทีม สตีฟ คลาร์ก ก็ทำเอาแฟนบอลเซ็งไปตามๆ กันกับการจอดป้ายแค่รอบแบ่งกลุ่มแบบสู้ไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่ากลิ่นอายฟุตบอลโลกกำลังทำให้แฟนบอลสกอตแลนด์กลับมาคึกแบบสุด ๆ อีกครั้ง
ซึ่งทีมชุดนี้ก็มีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กลับมาคราวนี้พร้อมออร่าใหม่จากอิตาลี ผนึกกำลังกับกลุ่มนักเตะมากประสบการณ์ที่ผ่านความบอบช้ำจากทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาจนแกร่ง
ส่วน คลาร์ก คงไม่ทำผิดพลาดเหมือน อัลลี แม็คเลียด ในปี 1978 ที่ไปปั่นกระแสให้คนทั้งประเทศเชื่อว่าจะคว้าแชมป์โลก แต่กุนซือคนนี้เน้นสร้างทีมที่เน้นระบบและใจสู้ ซึ่งพร้อมจะสร้างความรำคาญใจให้ทีมใหญ่ในอเมริกาเหนือได้แน่นอน
สก็อตแลนด์ชุดนี้คือทีมที่รวมใจกันเป็นหนึ่ง ทุกคนพร้อมใส่สุดในทุกจังหวะ และนั่นคือสไตล์ฟุตบอลที่อันตรายในเกมทัวร์นาเมนต์ ปิดท้ายด้วยประโยคสุดคลาสสิกที่แฟนบอลสกอตแลนด์ชอบใช้ “ระวังตัวไว้ให้ดีนะ บราซิล” แม้ฟังดูจะเป็นเรื่องตลก แต่วินัยเกมรับและหัวใจนักสู้ของทัพตาร์ตันในอเมริกาเหนือครั้งนี้ อาจจะทำให้ยักษ์ใหญ่บางทีมต้องน้ำตาตกได้จริงๆ
10. เม็กซิโก
หากย้อนกลับไปในปี 2022 กาตาร์อาจจะทำให้เราเห็นภาพเจ้าภาพที่ตกรอบเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกสอนเราเสมอว่าเสียงเชียร์ในสนามมักปลุกพลังจนฟอร์มพุ่งทะยานได้เสมอ ดูอย่าง เกาหลีใต้, เยอรมนี หรือรัสเซีย ในศตวรรษนี้สิ ทั้งหมดล้วนทำผลงานได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรกทั้งนั้น และซัมเมอร์นี้เราอาจได้เห็นหนึ่งในสามเจ้าภาพทำแบบนั้นอีกครั้ง
เม็กซิโกคือทีมที่มาตรฐานสูงมาก พวกเขาเคยทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ 7 ครั้งรวดก่อนจะมาพลาดท่าในปี 2022 เมื่อ 4 ปีที่แล้วพวกเขาไปไม่ถึงดวงดาว ตกรอบแบ่งกลุ่มเพราะดันไปเจอเวทมนตร์ของ ลิโอเนล เมสซี่ ในนัดที่สองเล่นงานเข้าให้
ลูกทีมของ ฮาเวียร์ อากีร์เร่ ถูกจับมาอยู่ในกลุ่มที่งานเบาพอตัว ซึ่งมองตามเนื้อผ้าแล้วพวกเขาควรจะเข้าที่หนึ่งของกลุ่มได้ไม่ยาก แต่ต้องระวังหน่อยนะ เพราะบอลโลกเวอร์ชันขยายร่างหนนี้มีรอบน็อกเอาต์เพิ่มมาอีกหนึ่งด่านก่อนจะถึงจุดหมายที่พวกเขาฝันไว้
คำถามคือความสำเร็จของเม็กซิโกชุดนี้วัดจากตรงไหน? ในเมื่อมาตรฐานเดิมของพวกเขาคือรอบ 16 ทีม การจะทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งถ้าเจ้าหนูมหัศจรรย์วัย 17 ปีอย่าง จิลแบร์โต้ โมร่า เกิดระเบิดฟอร์มเก่ง ปรับตัวเข้ากับเวทีโลกได้เหมือนปลาได้น้ำล่ะก็ บอกเลยว่างานนี้แฟนบอลจังโก้ได้ฉลองกันยาวๆ แน่นอน
แหล่งข้อมูล Opta Analyst










