ถ้าทำได้ครั้งเดียวอาจเรียก “ฟลุก” ทำได้สองครั้งอาจเรียก “บังเอิญ” แต่ถ้าทำได้สามนัดติด… นี่คือ “แทกติกมหาเทพ” ของจริง
ศึกพรีเมียร์ลีก นัดล่าสุดที่ อาร์เซนอล บุกไปเยือน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสนอ 0-0 อันสุดแสนจะน่าอึดอัด แต่แล้ว โนนี่ มาดูเอเก้ ซูเปอร์ซับที่ถูกส่งลงมาแก้เกมตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง ก็ลากมาซัดประตูชัยพาทัพปืนใหญ่บุกคว้า 3 แต้มกลับบ้านแบบสุดงาม
และนี่ไม่ใช่เรื่องฟลุก เพราะ 3 นัดหลังสุดที่อาร์เซน่อลเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีก ได้ประตูชัยจาก ตัวสำรอง ทั้ง 3 นัดรวด
-
บรูโน กิมาไรส์ ลงมาซัดประตูชัยใส่ ซันเดอร์แลนด์ (2-0)
-
บรูโน กิมาไรส์ คนเดิม ลงมาจัดประตูชัยใส่ ลีดส์ ยูไนเต็ด (2-1)
-
โนนี่ มาดูเอเก้ ลงมาส้มหล่นซัดประตูชัยใส่ ฟอเรสต์ (1-0)
วันนี้จะพาคอบอลตัวจริงมาเปิดตำราการแก้เกมของ มิเกล อาร์เตต้า มาดูกันว่าทำไมเปลี่ยนตัวทีไร ปืนใหญ่ถึงได้เรื่องตลอด
ตัวเลขสถิติ ตัวสำรองปืนใหญ่ ตัวเปลี่ยนเกมระดับโลก
แม้ในฤดูกาลนี้ ปืนใหญ่จะเพิ่งได้ประตูจากตัวสำรองไปแค่ 3 ลูก (น้อยกว่า อิปสวิช ทาวน์ ที่ยิงจากตัวสำรองไป 5 ลูก) แต่ความเด็ดขาดคือ ทุกประตูจากตัวสำรองของอาร์เซน่อลในซีซั่นนี้ คือประตูชัย (Winning Goals) ทั้งหมด 100%
1. เจ้าของสถิติยิงประตูชัยจากตัวสำรองมากที่สุดในลีก
รู้หรือไม่ว่า สถิติการยิงประตูชัยจากตัวสำรองมากที่สุดใน 1 ฤดูกาลพรีเมียร์ลีก คือ 6 ประตู และทีมที่ครองสถิตินี้ก็คือ อาร์เซนอล ยุคอาร์เตต้า (ซีซั่น 2024-25) นั่นเอง
หากนับตั้งแต่อาร์เตต้าเข้ามาคุมทีมเมื่อ ธ.ค. 2019 อาร์เซน่อลคือทีมที่ได้ประตูชัยจากผู้เล่นตัวสำรองมากที่สุดเหนือทุกทีมในลีก
2. ขุมกำลังยิง+จ่าย รวมกันโหดที่สุด 2 ซีซั่นหลัง
หากตัดเรื่องประตูชัยออกไป แล้วดูแค่ตัวเลขเพียวๆ ตลอด 2 ฤดูกาลหลังสุด ผู้เล่นตัวสำรองของอาร์เซน่อลทำประตูและแอสซิสต์รวมกัน (G/A) มากที่สุดในศึกพรีเมียร์ลีก มีนักเตะสำรองถึง 13 คนที่สลับหน้ากันมาทำประตูหรือแอสซิสต์ ซึ่งสะท้อนถึงขุมกำลัง (Squad Depth) ที่โคตรแน่นระดับสโมสรเกรด A+
เจาะลึก 3 ปัจจัยที่ทำให้ตัวสำรองของ อาร์เตต้า ถึงลงมาจุติ
1. ขุมกำลังระดับ S-Class เปลี่ยนใครลงมาก็ตัวจริงทีมอื่น
ต้องยอมรับว่าบอร์ดบริหารปืนใหญ่จัดงบให้อาร์เตต้าช้อปปิ้งจนสร้างทีมได้ทรงพลังมากๆ ตัวสำรองที่นั่งอยู่ข้างสนามอย่าง มาดูเอเก้ หรือ กิมาไรส์ ถ้าไปอยู่ทีมอื่นในพรีเมียร์ลีกคือ ตัวจริงแน่ๆ ความแตกต่างของคุณภาพผู้เล่นจึงแทบไม่ตกเลยเวลาเปลี่ยนตัว
2. ทรงบอลเน้นความอดทน นวดจนคู่แข่งเป๋แล้วส่งตัวสดลงไปสับ
ปรัชญาของอาร์เตต้าคือการคุมเกมด้วยเกมรับอันแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องรีบยิงถล่มทลาย แต่เน้นความอดทน (Patience) และรอคอยโอกาส จังหวะที่เกมยังเสมอ 0-0 หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง คู่แข่งจะเริ่มล้า และนั่นคือ “เวลาทอง” ที่อาร์เตต้าจะส่งตัวสำรองฟิตๆ ลงไปบดขยี้
-
นับตั้งแต่อาร์เตต้าเข้ามาคุมทีม ปืนใหญ่ชนะด้วยสกอร์ต่างกันแค่ 1 ลูก (One-goal margin) ถึง 66 ครั้ง มากกว่ากุนซือทุกคนในลีกอย่างน้อย 13 นัดขึ้นไป
3. แก้เกมไว ไม่รอช้า ครึ่งหลังปุ๊บ เปลี่ยนปั๊บ
จุดเด่นที่เห็นได้ชัดที่สุดของอาร์เตต้าคือ ความรวดเร็วในการแก้เกม
-
ฤดูกาลนี้ อาร์เตต้า เปลี่ยนตัวตั้งแต่พักครึ่ง (Half-time Sub) ไปแล้วถึง 4 ครั้ง ใน 7 นัดแรก (เป็นรองแค่เบรนท์ฟอร์ด 6 ครั้ง และ วิลล่า 5 ครั้ง)
-
ฤดูกาลก่อน อาร์เตต้า ครองอันดับ 1 ของลีก ในการเปลี่ยนตัวคนแรกตั้งแต่พักครึ่งถึง 11 นัด โดยเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนตัวคนแรกอยู่ที่ นาทีที่ 50.2 (ไวที่สุดอันดับ 2 ของลีก เป็นรองแค่ เอ็นโซ มาเรสก้า ของเชลซี)
สถิติตำนานพรีเมียร์ลีก: 12.6% ของประตู มาจากตัวสำรอง
จากกุนซือทั้งหมด 81 คนในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่คุมทีมทะลุ 100 นัดขึ้นไป ประตูที่อาร์เซนอลทำได้ยุคอาร์เตต้า มาจากผู้เล่นตัวสำรองถึง 12.6%
สถิตินี้สูงเป็น อันดับ 7 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ซึ่งกุนซือที่อยู่เหนือกว่าอาร์เตต้าส่วนใหญ่ (ยกเว้น อูไน เอเมรี่) เป็นกุนซือทีมระดับกลางที่ไม่มีขุมกำลังมหาศาลเท่า ดังนั้น การที่อาร์เตต้าพาทีมยิงประตูได้ถุงถัง แต่ยังมีสัดส่วนประตูจากตัวสำรองสูงขนาดนี้ ยิ่งการันตีว่าเขาคือ จอมเวทแห่งการแก้เกม ของจริง
สรุป การมีตัวสำรองเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีกุนซือที่รู้ว่า จะส่งใครลง (Who), ส่งลงไปตอนไหน (When) และ ส่งลงไปเพื่ออะไร (Why) และนี่อาจจะเป็น ไพ่ตายมหาเทพ ที่พาอาร์เซนอลเดินหน้าคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในเดือนพฤษภาคมนี้
แหล่งข้อมูล Opta Analyst



