เปิดเบื้องลึกกับทีมชาติเยอรมนียุคใหม่ทุกแง่มุม กับภารกิจลบฝันร้าย กู้ศรัทธาในศึก ฟุตบอลโลก 2026
เปิดเบื้องลึกส่องความพร้อมของหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังโลกอย่าง “ทัพอินทรีเหล็ก” เยอรมนี ที่พกดีกรีแชมป์โลก 4 สมัย เดินทางมาลุยศึกฟุตบอลโลก 2026 ด้วยความกดดันที่ค้ำคออยู่เต็มบ่า
ได้เวลาที่กองทัพ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในเวทีฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกในปี 2014 หลังจากนั้นอีก 2 สมัยถัดมาบอกเลยว่าเสียทรงสุดๆ ตกม้าตายตกรอบแรกแบบช็อกตาตั้งกลับบ้านเก่าไปสองครั้งซ้อน หนนี้เลยฝากความหวังทั้งหมดไว้กับนักเตะสายเลือดใหม่ชุดนี้ ว่าจะสามารถกู้ชื่อเสียงและลบฝันร้ายซ้ำซากนี้ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้สำเร็จหรือไม่
เส้นทางสู่บอลโลก
ที่ผ่านมารอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ขุนพลอินทรีเหล็ก มักจะผ่านเข้ารอบแบบชิลๆ เสมอ ในประวัติศาสตร์พวกเขาแพ้ไปแค่ 4 นัดเท่านั้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทว่า 1 ใน 4 นัดที่ว่าดันเกิดขึ้นในรอบคัดเลือกหนนี้ซะด้วย เยอรมนีสตาร์ทเกมแรกแบบหัวทิ่มหัวตำพ่ายให้กับ สโลวาเกีย แบบช็อคตาค้าง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอาการล้าหลังเสร็จศึก ยูฟ่า เนชันส์ ลีก รอบไฟนอลส์ (ที่แพ้รวดมาทั้ง 2 นัด)
แต่ขึ้นชื่อว่าเยอรมนี พอบทจะตื่นขึ้นมาก็โหดจัดไม่สนหน้าไหน พวกเขาเร่งเครื่องกดก๊อกสองชนะ 5 นัดรวดหลังจากนั้น ยึดจ่าฝูงกลุ่ม A นำสโลวาเกีย 3 แต้ม และไฮไลท์สำคัญคือนัดสุดท้ายของกลุ่ม ที่เหมือนเป็นการล้างตา เยอรมนีกระซวก สโลวาเกีย คืนแบบทบต้นทบดอก 6-0 คว้าตั๋วบินตรงสู่รอบสุดท้ายแบบหล่อๆ เพราะถ้านัดนั้นแพ้ขึ้นมา มีหวังร่วงไปเล่นเพลย์ออฟให้เหนื่อยใจแน่นอน
โปรแกรมรอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่ม E)
- 14 มิถุนายน 2026 : เยอรมนี พบ คูราเซา
- 20 มิถุนายน 2026 : เยอรมนี พบ ไอวอรี่โคสต์
- 25 มิถุนายน 2026 : เอกวาดอร์ พบ เยอรมนี
4 คีย์แมนที่ต้องจับตา
นิค โวลเทมาเด้
สถิติที่น่าสนใจ : กดไปแล้ว 4 ประตู จากการลงสนามให้ทีมชาติชุดใหญ่แค่ 8 นัด
ในที่สุดเยอรมนีก็ได้กองหน้าตัวเป้าธรรมชาติมารับช่วงต่อสักที หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายปี ยุคก่อนเหมือน นิคลาส ฟูลครุก จะยึดสัมปทานยาวๆ แต่ดันโดนโรคเดี้ยงลักพาตัวไปซะก่อน หวยเลยมาตกที่โวลเทมาเด้ ดาวยิงที่เคยระเบิดฟอร์มโหดถล่มทลายในชุด U-21 แถมล่าสุดแกดันปรับตัวและเฉิดฉายได้อย่างรวดเร็วกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกด้วย กระดูกบอลอังกฤษเคี่ยวๆ แบบนี้ จะช่วยขัดเกลาให้แกพร้อมขึ้นแท่นเป็น เพชรฆาตหน้าเป้า ตัวจริงในเวิลด์คัพหนนี้แน่นอน
ฟลอเรียน เวิร์ตซ์
สถิติที่น่าสนใจ : สร้างสรรค์โอกาสทอง ให้ทีมไปถึง 20 ครั้งในรอบคัดเลือก โดย 6 ครั้งในนั้นคือโอกาสทองแบบเน้นๆ
แม้ว่าจะมีเสียงบ่นว่าเล่นไม่คุ้มค่าตัวกับ ลิเวอร์พูล อยู่บ้าง แต่พอตัดภาพมาตอนที่สวมยูนิฟอร์มทีมชาติอาร์มอินทรีเหล็ก บอกเลยว่าหนังคนละม้วน เวิร์ตซ์ร่างทีมชาติคือร่างทองฝังเพชรชัดๆ สร้างสรรค์โอกาสเฉลี่ยสูงถึง 3.42 ครั้งต่อ 90 นาที แถมพ่วงสถิติ 2 แอสซิสต์สูงสุดในทีม ใครว่าแกดับในสโมสร แต่ในทีมชาติแกคือจอมทัพที่ทีมขาดไม่ได้เด็ดขาด
ดาบิด รอม
สถิติที่น่าสนใจ : เข้าปะทะเฉลี่ย 1.34 ครั้งต่อ 90 นาที ในรอบคัดเลือก
ด้วยสไตล์ของเยอรมนีที่เป็นบอลระบบเน้นครอบครองและคุมจังหวะเกมเบ็ดเสร็จ สถิติตัวตัดเกมเลยอาจจะไม่ได้ดูหวือหวาหวาดเสียวมากนัก ขนาดตัวท็อปอย่างรอมยังเข้าปะทะสำเร็จรวมแค่ 7 ครั้งตลอดรอบคัดเลือก แถมเยอรมนีชุดนี้วินัยเป๊ะมาก แทบไม่โดนใบเหลือง-แดงเลย ทว่าฟอร์มในสโมสรกับ แอร์เบ ไลป์ซิก พี่แกโหดกว่าเยอะ มีสถิติแทคเกิลถึง 1.79 ครั้งต่อเกม และโดนจดชื่อเฉลี่ย 0.24 ใบต่อ 90 นาที สายบุกตบกิโลเมตรแบบนี้ ทูเคิ่ลชอบใจแน่นอน
อเล็กซานดาร์ พาฟโลวิช
เยอรมนีชุดนี้มีเด็กนรกอายุต่ำกว่า 25 ปีเพียบ แต่ถ้าถามคอบอลว่าใครคือ Rising Star ที่มีแสงในตัวเองมากที่สุด? ยังไงก็ต้องเป็นไอ้หนูพาฟโลวิช มิดฟิลด์คลาสสูงจาก บาเยิร์น มิวนิค รายนี้นี่แหล่ะ ในวัยแค่ 22 ปี ก็สถาปนาตัวเองเป็นแกนหลักในแดนกลางของทัพเสือใต้เรียบร้อย และถูกวางตัวให้เป็นทายาทอสูรที่จะมารับช่วงต่อจาก โจชัว คิมมิช ในระยะยาว บอลโลกหนนี้แกพร้อมลงไปคุมเชิงและแจ้งเกิดแบบเต็มตัวให้โลกตะลึงแล้ว
เจ้าพ่อลูกนิ่งประจำทีม
- จุดโทษ : โจชัว คิมมิช
- ฟรีคิก : ดาบิด รอม
- ลูกเตะมุม : ดาบิด รอม / ฟลอเรียน เวิร์ตซ์
สถิติ 4 นัดหลังสุด
- เตะมุมเฉลี่ย : 6.0 ครั้งต่อแมตช์
- โอกาสยิงตรงกรอบ : 6.75 ครั้งต่อแมตช์
- โอกาสส่องประตูที่เสียให้คู่แข่ง : 1.75 ครั้งต่อแมตช์
- เช็คล้ำหน้า : 1.0 ครั้งต่อแมตช์
ส่องขุมกำลังและแผนการรบที่ลงตัวของทัพอินทรีเหล็ก
ส่องแผนการจัดทัพของเยอรมนียุคนี้ ชัดเจนว่า ยูเลียน นาเกลส์มันน์ มี 11 ตัวจริงในใจ ที่ค่อนข้างนิ่งสนิทและแทบไม่ขยับปรับเปลี่ยนถ้าไม่จำเป็นครับ เรียกว่าระบบลงตัวจนรู้ใจกันแค่มองตาก็เข้าใจกันแล้ว
คาดการณ์ 11 ตัวจริงของทีมชาติเยอรมนี
- ผู้รักษาประตู (GK) : โอลิเวอร์ เบามันน์
- เซนเตอร์แบ็ก (CB) : นิโก้ ชล็อตเทอร์เบ็ค, โยนาธาน ทาห์
- วิงแบ็กซ้าย-ขวา (WB) : ดาวิด เราม์, โจชัว คิมมิช
- มิดฟิลด์คู่กลาง (CM) : เลออน โกเร็ตซ์ก้า, อเล็กซานดาร์ พาฟโลวิช
- ตัวรุกทำเกม (AM) : ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, ลีรอย ซาเน่, แซร์จ กนาบรี้
- หน้าเป้า (ST) : นิคลาส โวลเทมาเด
ผ่ากึ๋น ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ผู้พาทัพอินทรีกลับมาผงาด
นาเกลส์มันน์เข้ามารับเผือกร้อนต่อนิ้วจาก ฮันซี่ ฟลิค ที่เพิ่งพาทีมหลงทางหลังจากหมดยุคของ โยอาคิม เลิฟ ช่วงแรกๆ มีช่วงสะดุดขาตัวเองจนเก้าอี้ร้อนผ่าวอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายด้วยความเป็นกุนซือสมองเพชร แกก็จูนทีมอินทรีเหล็กจนบินสูงติดลมบนสำเร็จ
ผลงานมาสเตอร์พีซที่กู้ศรัทธาแฟนบอลคือการพาทีมทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูโร 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งนัดที่ร่วงตกรอบก็พาทีมสู้กับ สเปน ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนจะไปโดนส่องดับในช่วงต่อเวลาพิเศษแบบน่าเจ็บใจ แถมเกมนั้นมีจังหวะดราม่ากังขาค้างคาใจคอบอลทั่วโลกอยู่ด้วย
หลังจากนั้นก็โชว์เคี่ยวพาทีมลุยศึก ยูฟ่า เนชันส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม บดบี้เบียดเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เนเธอร์แลนด์ จนเข้าป้ายแชมป์กลุ่ม แม้ว่าในรอบมินิทัวร์นาเมนต์ไฟนอลส์รูปแบบใหม่จะหลุดฟอร์มจบที่อันดับ 4 จนเจอคลื่นลมวิจารณ์เล่นงานอีกระลอก แต่ล่าสุด เยอรมนีกลับมาสู่แทร็กที่ถูกต้อง เดินหน้าสะกดคำว่าชนะรวดอีกครั้ง

