The 10 Best World Cups of All Time

จัดอันดับ 10 ฟุตบอลโลก ที่ดีที่สุดตลอดกาล

เจาะลึก 10 อันดับฟุตบอลโลกฉบับมาสเตอร์พีซ ที่ถูกจัดเป็นสุดยอดทัวร์นาเมนต์ลูกหนังตลอดกาล

ถ้าพูดถึงมหกรรมกีฬาที่เดือดสุด มันส์สุด ก็คงไม่มีอะไรเกิน ฟุตบอลโลก อีกแล้ว ยิ่งถ้าเป็นทัวร์นาเมนต์ฉบับขึ้นหิ้ง ที่โดดเด่นทะลุปรอทกว่าปีอื่นๆ ด้วยแล้ว บอกเลยว่าดูกี่ทีก็ขนลุก

จริงอยู่ที่ฟุตบอลโลกทุกครั้งมันมีมนต์ขลังเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นสตอรี่ประวัติศาสตร์สุดเข้มข้น บริบทการเมืองที่แฝงมากับเกมลูกหนัง หรือช็อตมหัศจรรย์ส่วนตัวของนักเตะที่ตราตรึงใจแฟนบอล แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันจะมีบางปีที่พีคขั้นสุดจนต้องยกให้เป็นตำนานที่เหนือกว่าใครเพื่อนแบบไร้ข้อกังขา

วันนี้เราจึงจะพาทุกท่านย้อนรอยไปดู 10 อันดับฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ บอกเลยว่ามีทั้งครั้งที่คาดไม่ถึงและครั้งที่ตราตรึงใจจนลืมไม่ลง

อันดับ 1 : สเปน 1982

The 1982 World Cup

ฟุตบอลโลกปี 1982 คือสุดยอดความสมบูรณ์แบบที่ยังไม่มีครั้งไหนเทียบติด ปัจจัยแรกคือขุมกำลังสตาร์ที่อัดแน่นเต็มกระดาน นี่คือเวทีเดบิวต์ฟุตบอลโลกของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ฝรั่งเศสมี มิเชล พลาตินี่ เป็นจอมทัพพาทีมทะลุถึงรอบรองฯ เยอรมันตะวันตกมีสตาร์อย่าง คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ และ โลธาร์ มัทเธอุส ขณะที่อังกฤษมี เควิน คีแกน ดาวดังล้นหลามขนาดที่ว่าทีมชาติบราซิล ซึ่งมีสุดยอดแข้งอย่าง โซคราเตส, ซิโก้ และ ฟัลเกา ยังไปไม่ถึงรอบรองชนะเลิศด้วยซ้ำ

เสน่ห์อีกอย่างคือเรื่องราวของม้ามืดหรือพลพรรครองบ่อนที่ทำผลงานหักปากกาเซียน มีทีมหน้าใหม่ประเดิมสนามเพียบ และที่ช็อกตลาดสุดๆ คือ แอลจีเรีย ที่โค่นเยอรมันตะวันตก 2-1 ส่วนรอบรองชนะเลิศก็มีแมตช์สุดเดือด Night of Seville ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมันตะวันตก ที่เสมอกัน 3-3 หลังต่อเวลาพิเศษ โดยยิงกันช่วงต่อเวลาถึง 4 ลูก ก่อนที่ทัพอินทรีเหล็กจะชนะดวลจุดโทษไปได้จากการยิงปิดท้ายของ ฮอร์สท์ รูเบช

แต่ผู้กุมชัยชนะตัวจริงต้องยกให้ เปาโล รอสซี่ ดาวยิงทีมชาติอิตาลีที่ขโมยซีนไปแบบเต็มกระดาน เขาคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดด้วยผลงาน 6 ประตู โดยการกดแฮตทริกเขี่ยบราซิลตกรอบแบบช็อกโลกในรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง และยิงประตูเบิกร่องในนัดชิงชนะเลิศพาทัพ “อัซซูรี่” ต้อนเยอรมันตะวันตก 3-1 ปิดท้ายด้วยภาพจำสุดคลาสสิกอย่างท่าดีใจสะใจสุดเหวี่ยงของ มาร์โก ทาร์เดลลี่ หลังยิงประตูที่สอง ซึ่งเป็นมนต์ขลังลูกหนังที่ถูกแช่แข็งไว้เหนือกาลเวลา

สรุปสั้นๆ คือ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีทัวร์นาเมนต์ไหนที่รวมความคลาสสิกและมนต์เสน่ห์ระดับเทพได้เทียบเท่ากับปี 1982 อีกแล้ว

อันดับ 2 : เม็กซิโก 1970

The 1970 World Cup

ฟุตบอลโลกปี 1970 คือจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของวงการ ทัวร์นาเมนต์นี้คือครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดด้วยภาพสี เป็นครั้งแรกที่ตลาดนักสะสมได้รู้จักกับสติกเกอร์ Panini และเป็นเวทีเปิดตัวลูกฟุตบอลระดับตำนานอย่าง adidas Telstar นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ข้ามทวีปมาจัดตนนอกยุโรปและอเมริกาใต้ และเป็นการแจ้งเกิดในฟุตบอลโลกของ แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงเยอรมันที่จะก้าวไปพาทีมคว้าแชมป์ในอีก 4 ปีให้หลัง

ปีนี้เปรียบเสมือนเวทีอำลาของเหล่าตำนาน ไม่ว่าจะเป็น เลฟ ยาชิน, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน และ บ๊อบบี้ มัวร์ รวมถึงเป็นการปิดฉากถ้วยแชมป์ “จูลส์ ริเมต์” อย่างเป็นทางการ เพราะทีมชาติบราซิล นำโดย “ไข่มุกดำ” เปเล่ ที่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่หลังผิดหวังจากปี 1966 สามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จ ทำให้ได้สิทธิ์ครอบครองถ้วยใบนี้ไปอย่างถาวร บราซิลชุดนั้นถูกยกย่องให้เป็นทีมชาติที่เก่งที่สุดตลอดกาล ด้วยฟอร์มการถล่มทุกทีมที่ขวางหน้า

นอกจากนี้ยังมี Game of the Century หรือแมตช์แห่งศตวรรษในรอบรองชนะเลิศ ที่อิตาลีเฉือนชนะเยอรมันตะวันตกไปแบบสุดมันส์ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ 1-1 อีกด้วย

อันดับ 3 : เม็กซิโก 1986

The 1986 World Cup

ฟุตบอลโลกปี 1986 คือทัวร์นาเมนต์ที่ถูกสร้างมาเพื่อชายที่ชื่อ ดิเอโก้ อาร์มันโด มาราโดน่า อย่างแท้จริง เฉกเช่นเดียวกับลีลาสุดยอดที่เขาเคยแบกนาโปลีผงาดเถลิงบัลลังก์แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ถึงสองสมัย ในศึกบอลโลกครั้งนี้เขาก็โชว์ของแบบเดียวกัน ด้วยการกระชากทัพอาร์เจนตินาไปคว้าแชมป์โลกสมัยที่สอง ด้วยฟอร์มการเล่นระดับเทพเจ้าและลูกยิงที่โลกจะไม่มีวันลืม

เกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ฟัดกับทัพ “สิงโตคำราม” อังกฤษ คือแมตช์ที่ให้กำเนิดสองโมเมนต์ระดับไอคอนิคของวงการฟุตบอล เริ่มจากช็อตเบิกทิพย์อย่าง “หัตถ์พระเจ้า” ที่แม้จะฉาวกระฉ่อนโลกแต่ก็ไม่มีใครลืมลง และคล้อยหลังเพียงไม่กี่นาที เขาก็ร่ายมนต์สะกดคนทั้งโลกด้วยจังหวะโซโล่เดี่ยวสุดมหัศจรรย์ ลากเลื้อยแหวกทะลวงแนวรับอังกฤษหายไปครึ่งค่อนทีม ก่อนจะจบสกอร์ด้วยความเด็ดขาดระดับเหนือชั้น

ความโหดของ “เสือเตี้ย” ยังไม่หยุดแค่นั้น เขายังไปกดเบิ้ลดสวยใส่เบลเยียมในรอบตัดเชือก ก่อนจะสวมบทจอมทัพจ่ายบอลระดับคิลเลอร์พาสถวายพานให้ ฮอร์เก้ บูร์รูชาก้า หลุดไปซัดประตูชัยดับฝันเยอรมันตะวันตกในนัดชิงชนะเลิศ

ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ดิเอโก้ มาราโดน่า คือนักเตะที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเจเนอเรชันของเขาอย่างแท้จริง

อันดับ 4 : ฝรั่งเศส 1998

The 1998 World Cup

ถ้าจะพูดถึงบอลโลกที่กลมกล่อมที่สุดครั้งหนึ่ง ต้องมี ฟร็องซ์ 98 ติดโผแน่นอน เพราะนี่คือครั้งแรกที่ฟีฟ่าขยายโควตาเป็น 32 ทีม ทำให้เราได้เห็นสีสันจากทั่วโลกแบบจัดเต็ม ทั้งลูกยิงมหัศจรรย์ การล้มยักษ์ และดราม่าที่มีมาให้เสพทุกรอบ

ทัพ “ตราหมากรุก” โครเอเชีย ที่เพิ่งมาเดบิวต์เวทีนี้เป็นครั้งแรก หักด่านอรหันต์ทะยานคว้าอันดับ 3 ไปแบบช็อกโลก โดยมีเพชฌฆาตหน้าเปื้อนยิ้มอย่าง ดาเว่อร์ ซูเคอร์ รีดฟอร์มเทพกดไป 6 ตุง คว้าดาวซัลโวไปครองแบบหล่อๆ

ส่วน “อินทรีมรกต” ไนจีเรีย ที่นำทัพโดยแข้งเทพสายเทคนิคอย่าง เจ-เจ โอโคชา และ เอ็นวานโก้ คานู ก็ทำเอาวงการสั่นสะเทือน ด้วยการปาดหน้า “กระทิงดุ” สเปน เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ก่อนจะไปสะดุดพ่ายทัพโคนม เดนมาร์ก ในรอบน็อคเอาต์

ขยับมาดูรอบ 16 ทีมสุดท้าย แมตช์หยุดโลกระหว่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ ฟัดกับ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา คือที่สุดแห่งความระทึก นัดนี้ ไมเคิล โอเว่น แจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะ “เบบี้โกล” ด้วยลูกโซโล่ครึ่งสนามเข้าไปยิงแบบเหนือชั้น แต่จุดเปลี่ยนดันมาเกิดตอนที่ เดวิด เบ็คแฮม น็อตหลุดไปตวัดขาเตะใส่ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ จนโดนใบแดงไล่ออก ปิดท้ายดราม่าด้วยการที่ทัพทรีไลออนส์ต้องร่วงตกรอบจากการดวลจุดโทษไปแบบสุดช้ำ

ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเราก็ได้เห็นโมเมนต์ระดับมาสเตอร์พีซจาก “ไอซ์เบิร์ก” เดนนิส เบิร์กแคมป์ ที่พา “อัศวินสีส้ม” เนเธอร์แลนด์ เชือด อาร์เจนตินา ไปแบบสุดคลาสสิก ทว่าไฮไลต์ที่ช็อกความรู้สึกแฟนบอลที่สุด กลับไปรออยู่ในเกมนัดชิงชนะเลิศ

ก่อนเริ่มนัดชิงระหว่าง บราซิล vs ฝรั่งเศส เกิดเรื่องช็อกเมื่อชื่อของ โรนัลโด้ (R9) หายไปจากทีมตัวจริงแบบปริศนา ก่อนจะโผล่กลับมาลงเล่นนาทีสุดท้ายท่ามกลางข่าวลือว่าเขามีอาการชักในห้องแต่งตัว สุดท้ายกลายเป็นพลพรรค “ตราไก่” ฝรั่งเศส เจ้าภาพ ที่ดาหน้าถล่มไปยับเยิน 3-0 โดยนัดนี้ ซีเนดีน ซีดาน สวมบทพระเอก โขกคนเดียวสองตุง ขโมยซีนเหมาหน้าหนึ่งไปครองแบบหล่อๆ พาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์โลกสมัยแรกไปอย่างยิ่งใหญ่

อันดับ 5 : เยอรมนี 2006

The 2006 World Cup

ศึกเวิลด์คัพ 2006 คือทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลจดจำภาพ ซีเนดีน ซีดาน ปิดฉากตำนานด้วยการเฮดบัตต์ใส่หน้าอก มาร์โก มาเตราซซี่ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งถือเป็นการลาวงการที่ช็อกโลกที่สุดของยอดดาวเตะเฟรนช์แมน ในขณะที่ขุนพล “อัซซูรี่” อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1982

ทว่าความยอดเยี่ยมของบอลโลกหนนี้มีดีมากกว่าแค่ดราม่าท้ายเกมนัดชิง เพราะนี่คือเวทีรวมพล “อเวนเจอร์สแห่งโลกฟุตบอล” ของจริง

  • ฝรั่งเศส : นำโดย ซีดาน, วิเอร่า และอองรี
  • อิตาลี : มีกำแพงเหล็กอย่าง คันนาวาโร่, จอมทัพคลาสเทพอย่าง ต็อตติ และ “พ่อมดเครางาม” ปิร์โล่
  • บราซิล : จัดหนักด้วย “จตุรเทพ” โรนัลโด้ (R9), โรนัลดินโญ่, กาก้า และอาเดรียโน่
  • อังกฤษ : ยุคเซเลบครองเมือง ทั้งเบ็คแฮม, เจอร์ราร์ด, แลมพาร์ด และรูนีย์

เหล่าซูเปอร์สตาร์ต่างโชว์ของกันแบบไม่กั๊ก แถมตัวทัวร์นาเมนต์ยังเต็มไปด้วยช็อตที่น่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นความเบลอของผู้ตัดสิน เกรแฮม โพลล์ ที่แจกใบเหลืองให้ โจซิป ซิมูนิช ถึง 3 ใบในนัดเดียว หรือลูกยิงในความทรงจำอย่างจังหวะต่อบอลกันถึง 26 จังหวะของอาร์เจนตินาที่ส่งบอลเข้าตาข่ายเซอร์เบีย แอนด์ มอนเตเนโกร และถ้าถามว่าแมตช์ไหนมันส์ที่สุด ทุกโพลยกให้รอบรองชนะเลิศระหว่าง อิตาลี vs เยอรมนี เป็นเกมที่แลกกันหมัดต่อหมัด บีบหัวใจคนดูทั้งสนาม ก่อนที่อิตาลีจะมาเก๋าช่วงท้ายต่อเวลาพิเศษ ดับฝันเจ้าภาพไปแบบสุดคลาสสิก

อันดับ 6 : เยอรมันตะวันตก 1974

The 1974 World Cup

ในช่วงฤดูร้อนปี 1974 โลกฟุตบอลได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อปรัชญาการเล่นที่สวยงามที่สุดอย่าง “โททัล ฟุตบอล” (Total Football) เดินทางมาถึงจุดสูงสุด แต่กลับต้องถูกทำลายล้างโดยสองตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีอย่าง “ไกเซอร์” ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ และยอดเพชฌฆาต แกร์ด มุลเลอร์ แค่สตอรี่การปะทะกันของสองขั้วนี้ ก็เพียงพอที่จะส่งปี 74 เข้าทำเนียบสุดยอดบอลโลกได้แบบไม่ต้องสงสัยแล้ว

โยฮัน ครัฟฟ์ พาทัพอัศวินสีส้มที่ถูกยกย่องว่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้เร้าใจที่สุดในประวัติศาสตร์ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ เนเธอร์แลนด์ทำให้โลกตะลึงด้วยสไตล์การเล่นที่ลื่นไหล การสลับตำแหน่งที่ไร้รอยต่อ แต่สุดท้ายต้องมาเจอของจริงอย่างบารมีของเบ็คเคินเบาเออร์และความเฉียบคมดั่งเพชฌฆาตของมุลเลอร์ เยอรมันตะวันตกปิดดีลด้วยชัยชนะ 2-1 โดยใช้โครงสร้างทีมที่แข็งแกร่งเข้าสยบกลุ่มนักเตะอุดมการณ์ ซึ่งมุลเลอร์คือคนซัดประตูตัดสินเกมพาทีมคว้าแชมป์ในบ้านได้สำเร็จ

แม้คนส่วนใหญ่จะจำภาพความล้มเหลวของเนเธอร์แลนด์ แถมยังมีข่าวลือเรื่อง ปาร์ตี้สระว่ายน้ำ ของนักเตะดัตช์ก่อนนัดชิงฯ ที่ลือกันจนเป็นตำนานแต่บอลโลกครั้งนี้ยังมีเกร็ดน่าทึ่งอีกเพียบ อาทิ

โปแลนด์ประกาศศักดาคว้าอันดับ 3 ด้วยการล้มแชมป์เก่าอย่างบราซิล จากประตูชัยของ เกอร์เซกอร์ซ ลาโต้ ที่เหมาตำแหน่งดาวซัลโวรองเท้าทองคำไปครอง

สกอตแลนด์ทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการตกรอบทั้งที่ไม่แพ้ใครเลย แถมยังยันเสมอทัพแซมบ้าได้อีกต่างหาก

เยอรมันตะวันออกสร้างความตกตะลึงด้วยการบุกไปน็อกเพื่อนบ้านอย่างเยอรมันตะวันตกในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวที่ทั้งสองทีมโคจรมาพบกันในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์

อันดับ 7 : อังกฤษ 1966

The 1966 World Cup

หากคุณไปถามแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ แน่นอนว่าพวกเขาต้องอวยยศให้ฟุตบอลโลกปี 1966 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอยู่แล้ว เพราะนี่คือครั้งแรกและครั้งเดียวที่ทัพ “สิงโตคำราม” ได้ชูถ้วยแชมป์โลก และมันยังเป็นแชมป์ที่ถูกพูดถึงไม่เคยจางหาย

นัดชิงในปีนั้นคือของจริงแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เกมเดือด ดราม่า และมีโมเมนต์ที่กลายเป็นตำนานตลอดกาล เมื่อ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ซัดประตูที่สามของตัวเองปิดเกมพาอังกฤษชนะเยอรมันตะวันตก 4-2 พร้อมวลีอมตะที่แฟนบอลทั่วโลกรู้จักกันดี ว่าบอลยังไม่หมด แล้วมันก็หมดจริง ๆ ในจังหวะนั้น

แต่ถ้าจะบอกว่าทัวร์นาเมนต์นี้มีดีแค่นัดชิง ก็คงไม่ครบเรื่อง เพราะก่อนถึงรอบตัดสิน มันมีเหตุการณ์ระดับช็อกโลกเพียบ

บราซิลแชมป์เก่าที่มี เปเล่ นำทัพ ดันตกรอบแบ่งกลุ่มแบบเกินคาด นอร์ทเกาหลีสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการล้มอิตาลีแบบสุดเซอร์ไพรส์ ส่วนโปรตุเกสก็มี ยูเซบิโอ้ เป็นตัวแบกชั้นยอด ยิงไป 9 ประตูจาก 6 นัด เล่นเอาทั้งทัวร์นาเมนต์ต้องหันมามองว่า นี่แหละหนึ่งในผลงานส่วนตัวที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

พูดง่าย ๆ ฟุตบอลโลก 1966 ไม่ใช่แค่ปีที่อังกฤษได้เฮ แต่มันคือเวทีที่มีทั้งแชมป์บ้านเกิด โมเมนต์อมตะ และการล้มยักษ์ที่ทำให้คนดูทั้งโลกจำได้จนถึงวันนี้

อันดับ 8 : เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น 2002

The 2002 World Cup

ใครจะไปคิดว่า ทรงผม จะกลายเป็นภาพจำของฟุตบอลโลกได้ทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่ปี 2002 มันเกิดขึ้นจริง เมื่อ โรนัลโด้ (R9) ดาวยิงเบอร์หนึ่งของบราซิล ลงสนามด้วยทรงผมสุดแหวกแนว เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสื่อจากอาการบาดเจ็บของตัวเอง ก่อนจะระเบิดฟอร์มตะบันไป 8 ตุง พาทัพ “เซเลเซา” เถลิงแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงการเหมาคนเดียวสองลูกในนัดชิงที่ดับซ่าเยอรมนีไปแบบสุดเดือด

R9 เวอร์ชั่นนั้นคือของจริง ยิงไป 8 ประตู รวมถึงเหมาสองลูกในนัดชิงใส่เยอรมันแบบเฉียบขาด จบงานด้วยสกอร์ 2-0 แบบไม่ต้องสงสัย นี่คือการคัมแบ็กระดับตำนาน จากนักเตะที่เคยเจ็บหนัก กลับมาครองโลกสมัยที่ 5 ไปแบบสุดยิ่งใหญ่

ในแง่เส้นทางแชมป์ของบราซิลอาจดูไหลลื่นเหมือนปูพรมแดง แต่ถ้ามองทั้งทัวร์นาเมนต์ บอกเลยว่า 2002 คือปีแห่งหักปากกาเซียนของจริง

  • แชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศส ตกรอบแบ่งกลุ่มแบบช็อกโลก อาร์เจนตินาและโปรตุเกสก็ไปไม่ถึงไหนเหมือนกัน เปิดทางให้ทีมม้ามืดได้เฉิดฉาย
  • เกาหลีใต้ในฐานะเจ้าภาพร่วม สร้างประวัติศาสตร์ทะลุถึงรอบรองฯ โดยระหว่างทางจัดการเชือดบิ๊กเนมอย่าง อิตาลี และ สเปน ร่วงตกรอบไปแบบค้านสายตาแฟนบอลฝั่งยุโรปสุดๆ ขณะที่ตุรกีผงาดคว้าอันดับ 3 อย่างแข็งแกร่ง
  • ฝั่งสหรัฐอเมริกาก็มาไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกในยุคใหม่ ส่วนเซเนกัลน้องใหม่เปิดตัวได้โคตรดุ ล้มฝรั่งเศสในนัดเปิดสนาม ก่อนจะทะลุถึงรอบก่อนรองฯ พร้อมขโมยหัวใจแฟนบอลทั่วโลก

ถ้าจะมีอะไรน่าหงุดหงิดสักเรื่องในฟุตบอลโลกหนนี้ก็คงเป็นเรื่องเดียว ก็คงเป็นเรื่องความเจ้าระเบียบของฟีฟ่า (FIFA) ที่ดันไปสั่งแบนเสื้อแข่งแขนกุดของทีมชาติแคเมอรูนแบบงงๆ ทั้งที่มันคือหนึ่งในไอคอนของทัวร์นาเมนต์

สรุปง่าย ๆ ฟุตบอลโลก 2002 คือแพ็กเกจครบเครื่อง มีทั้งฮีโร่ระดับโลก การคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ ทีมม้ามืด และดราม่าที่ทำให้แฟนบอลดูแล้วหยุดไม่ได้ และแน่นอน ทรงผมของโรนัลโด้ ก็ยังคงเป็นตำนาน พอ ๆ กับแชมป์ในปีนั้น

อันดับ 9 : กาตาร์ 2022

The 2022 World Cup

ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ คือทัวร์นาเมนต์ที่มีดราม่านอกสนามถาโถมเข้าใส่ตั้งแต่ยังไม่ทันเขี่ยลูกเริ่มเล่นด้วยซ้ำ ตั้งแต่ประเด็นการเลือกเจ้าภาพที่ถูกตั้งคำถาม,ปัญหาด้านสิทธิแรงงาน สภาพการทำงาน สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงประเด็น LGBTQ+ รวมถึงการโยกโปรแกรมไปเตะช่วงเดือนพฤศจิกายนแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพื่อหนีความร้อนระอุของทะเลทราย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

พอเสียงนกหวีดเริ่มดังขึ้นในสนาม เรื่องราวแย่ๆ นอกสนามดูจะถูกกลบด้วยมนต์ขลังของเกมฟุตบอลที่ดุเดือดและน่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ยิงประตูกันกระจายจนกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีสกอร์รวมสูงสุดในประวัติศาสตร์ เกมเปิดหน้าแลกกันแทบทุกนัด จังหวะคุณภาพระดับโลกเกิดขึ้นต่อเนื่อง

โมร็อกโกกลายเป็น ม้ามืดสายโหด ที่ทะลุถึงรอบรองฯ สร้างประวัติศาสตร์ให้แอฟริกา ขณะที่ดาวดังอย่าง แวงซองต์ อาบูบาการ์ และ เนย์มาร์ ก็ฝากประตูสุดสวยให้แฟนบอลต้องร้องว้าว

จุดสูงสุดของความคลาสสิกเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล สามารถทำภารกิจสุดท้ายได้สำเร็จด้วยการชูถ้วยแชมป์โลกอย่างสง่างาม หลายคนยกให้เป็นแมตช์ดีที่สุดตลอดกาล ยิงกัน 3-3 ก่อนดวลจุดโทษแบบลุ้นทุกวินาที เป็นการปิดฉากมหากาพย์ลูกหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดอย่างแท้จริง

ดังนั้นแม้เงานอกสนามจะหนักหนาแค่ไหน แต่ในสนาม ฟุตบอลโลก 2022 คือของจริง ทั้งคุณภาพ ความดราม่า และความทรงจำที่แฟนบอลจะไม่มีวันลืม

อันดับ 10 : สวิตเซอร์แลนด์ 1954

The 1954 World Cup

ถ้าจะถามหาฟุตบอลโลกปีที่ ยิงกันยับมากที่สุด ต้องยกให้ปี 1954 เลย ด้วยค่าเฉลี่ยประตูต่อเกมสูงปรี๊ดถึง 5.4 ลูก ใครเป็นกองแช่งเนี่ยบอกเลยว่าเหงา เพราะบอลปีนี้มีแต่บุกเดือดยิงแหลก นำทัพโดย ซานดอร์ ค็อกซิส ดาวยิงจากทีมฮังการี ที่โชว์ร่างทองกดไปคนเดียว 11 ตุงในทัวร์นาเมนต์เดียว

ถึงแม้ฮังการีที่เป็นเต็งจ๋าจะโดนเยอรมันตะวันตกหักปากกาเซียนในนัดชิงฯ ที่เราเรียกกันว่า ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์น แต่สถิติความเดือดยังมีอีกเพียบ โดยเฉพาะแมตช์ที่กลายเป็นสถิติตลอดกาลอย่างเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ ออสเตรีย เฉือนชนะเจ้าภาพ สวิตเซอร์แลนด์ ไปแบบสกอร์บาสเกตบอล 7-5 และใช่นั่นคือการยิงกัน 12 ลูกในแมตช์เดียวจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้ลงได้ จารึกชื่อปี 1954 ให้เป็นเทศกาลบุฟเฟต์ประตูที่มันส์ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์บอลโลกไปเลย

แหล่งข้อมูล Sports Illustrated