The 10 Most Iconic Moments in World Cup History

10 โมเมนต์ระดับตำนานที่นิยามความเป็น ฟุตบอลโลก

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก 10 ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุด

หากจะถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ ฟุตบอลโลก เป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด? คำตอบไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลแน่นอน ทว่าเสน่ห์ของมันคือการสร้างจังหวะที่เหนือความคาดหมาย และกลายเป็นเรื่องเล่าขานกันไปอีกนานแสนนานแม้การแข่งขันจะจบลงไปแล้วต่างหาก ฟุตบอลโลกแต่ละครั้งต่างก็มีบทบันทึกประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง แต่บางเหตุการณ์นั้นอยู่เหนือกว่าคำว่ากีฬา เพราะมันเต็มไปด้วยดราม่า ความขัดแย้ง และความอัจฉริยะที่ยากจะลืมเลือน ตั้งแต่การล้มยักษ์ที่ทำเอาแฟนบอลตาค้าง ไปจนถึงท่าดีใจที่ไม่มีวันลืม ทั้งหมดนี้คือ 10 โมเมนต์ที่ทำให้ฟุตบอลโลกเป็นทัวร์นาเมนต์เบอร์หนึ่งของโลก

1. ดิเอโก้ มาราโดน่า vs อังกฤษ (1986)

Diego Maradona vs. England

ถ้าจะพูดถึงแมตช์ที่เป็นที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าการแสดงสดของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายปี 1986 ที่พบกับอังกฤษ คือบทละครที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะภายในเวลาเพียง 4 นาที เสือเตี้ยผู้นี้ได้เนรมิตจังหวะที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว แต่กลับตราตรึงใจแฟนบอลไปตลอดกาล

นาทีที่ 51 ในจังหวะที่เกมยังเสมอกัน 0-0 มาราโดน่า ตัดสินใจใช้มือเข้ามาช่วยอย่างดื้อๆ เขาพุ่งกระโดดชิงจังหวะตัดหน้านายทวาร ปีเตอร์ ชิลตัน แล้วชกบอลเข้าประตูไปแบบแสบสัน ซึ่งภายหลังถูกขนานนามว่า “หัตถ์พระเจ้า” และยังคงครองตำแหน่งลูกยิงที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกจนถึงทุกวันนี้

เพียง 4 นาทีต่อมา เขาก็โชว์หนังคนละม้วนให้ดู มาราโดน่ารับบอลจากในแดนตัวเองก่อนจะเริ่มมหกรรมโซโล่เดี่ยว ลากเลื้อยผ่านขุนพลแข้งอังกฤษถึง 5 คน แล้วเข้าไปจบสกอร์แบบใจเย็น ประตูนี้ถูกยกย่องให้เป็น “ประตูแห่งศตวรรษ” และกลายเป็นภาพจำอมตะตลอดกาล

สุดท้ายอาร์เจนตินาก็ทะลุไปคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จหลังเอาชนะเวสต์เยอรมนีในนัดชิงชนะเลิศ แต่เกมรอบ 8 ทีมครั้งนั้นแหละคือสิ่งที่นิยามความเป็นมาราโดน่าได้สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งน่าหลงใหลและน่ากังขาในเวลาเดียวกัน เขาคืออัจฉริยะผู้มีตำหนิ แต่อยู่ในจุดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยเห็นมา

2. Joga Bonito ศิลปะลูกหนังฉบับแซมบ้า กับประตูที่โลกไม่เคยลืม

Joga Bonito

หากจะหาคำจำกัดความของปรัชญา Joga Bonito หรือการเล่นฟุตบอลที่สวยงามดุจงานศิลปะ ไม่มีจังหวะไหนในประวัติศาสตร์จะอธิบายได้ดีไปกว่าประตูของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ในนัดชิงชนะเลิศปี 1970 อีกแล้ว ซึ่งในวันนั้น ทัพ “เซเลเซา” บราซิล ไล่ต้อนอิตาลีไปแบบขาดลอย 4-1 ณ สนามเอสตาเดียว อัซเตก้า ประเทศเม็กซิโก ชนิดที่ว่าแฟนบอลทั่วโลกต้องก้มกราบในความเหนือชั้น

หลังจากประตูของ เปเล่, เกอร์สัน และแจร์ซินโญ่ พาทีมกุมความได้เปรียบไว้แบบเบ็ดเสร็จ กัปตันทีมอย่าง คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ก็ขอทำหน้าที่ปิดกล่องแบบระดับมาสเตอร์พีซในนาทีที่ 86 ด้วยหนึ่งในลูกยิงทีมเวิร์กที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ประตูนี้เริ่มจากการต่อบอลสุดเนียนตาที่นักเตะบราซิลเกือบทั้งทีมมีส่วนร่วม ก่อนที่บอลถูกส่งมาถึงเท้าของเปเล่ที่หน้ากรอบเขตโทษและป้ายออกทางขวาแบบรู้กันโดยไม่ต้องมอง เอัลแบร์โต้ที่เติมขึ้นมาด้วยความเร็วสูง เข้ามาตะบันแบบไม่ต้องจับ บอลพุ่งราวจรวดเสียบหน้าต่างมุมล่างด้วยการยิงไซด์ก้อยจากหลังเท้าอย่างทรงพลัง

ลูกยิงนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ประตูทีมยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งถูกรังสรรค์โดยทีมที่หลายคนยกให้เป็น ทีมฟุตบอลโลกชุดที่ดีที่สุดตลอดกาล และนี่คือการแสดงออกถึงความสวยงามของบราซิลชุดแชมป์โลกปี 1970 นั่นเอง

3. ปาฏิหาริย์แห่งกรุงเบิร์น (1954)

The Miracle of Bern

หากจะพูดถึงการพลิกนรกที่ช็อกโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก คงไม่มีแมตช์ไหนเกินหน้าศึกนัดชิงชนะเลิศปี 1954 เมื่อทีมที่ยังไงก็แชมป์อย่างฮังการี กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับเยอรมันตะวันตกแบบที่ไม่มีใครเชื่อสายตา

ในยุคนั้น ทีมชาติฮังการีคือสุดยอดทีมที่โลกฟุตบอลยุคนั้นต้องสยบให้ในนาม “พญามัจจุราช” (Mighty Magyars) ที่รวมดาวเตะระดับพระกาฬอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส, ซอลตัน ซิเบอร์ และ ชานดอร์ คอกซิส ไว้ในทีมเดียว แถมพ่วงด้วยดีกรีแชมป์โอลิมปิกปี 1952 ทำให้พวกเขาดูไร้คู่ต่อกรมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์

ก่อนนัดชิง พวกเขาไล่ถลุงคู่แข่งแบบไม่เกรงใจใคร ทั้งชนะเกาหลีใต้ 9-0, อัดบราซิล 4-2 และที่แสบที่สุดคือถล่มเยอรมันตะวันตกในรอบแรกไปถึง 8-3 ทุกสำนักฟันธงตรงกันว่าฮังการีจะคว้าถ้วยจูลส์ ริเมต์ ไปครองแบบแบเบอร์

แต่ในนัดชิงที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงตั้งแต่ออกสตาร์ท เมื่อฮังการีขึ้นนำก่อนถึง 2–0. แต่ทว่าบทละครกลับถูกเขียนขึ้นใหม่โดยเวสต์เยอรมนีที่พกพาความแค้นจากนัดที่แพ้ในรอบแรกมาเต็มกระเป๋า ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ซึ่งเข้าทางกัปตันทีม ฟริตซ์ วัลเตอร์ จนเป็นที่มาของคำว่า “อากาศแบบฟริตซ์ วัลเตอร์” ที่เยอรมันชอบนักหนา

ทัพอินทรีเหล็กสร้างหนึ่งในการพลิกล็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ด้วยการฮึดสู้จนตามตีเสมอได้สำเร็จ และนาทีที่ 84 เฮลมุต ราห์น ซัดประตูชัยให้เยอรมันชนะไป 3-2 จารึกตำนาน “Miracle of Bern” ไปตลอดกาล

แม้ว่าชัยชนะครั้งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ถูกตั้งคำถามมากมาย ทั้งเรื่องการใช้สารกระตุ้น, นวัตกรรมรองเท้าสตั๊ดของ Adidas ที่เหมาะกับสภาพสนามแฉะ ไปจนถึงการตัดสินของกรรมการ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ชัยชนะครั้งนี้ได้เปลี่ยนเหล่านักเตะให้กลายเป็นวีรบุรุษของชาติ มันคือการกอบกู้ศักดิ์ศรีและสร้างความภูมิใจให้กับประเทศเยอรมนีที่ยังคงบอบช้ำจากควันหลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กลับมาผงาดได้อีกครั้งบนเวทีโลก

4. “They think it’s all over… it is now” ประโยคอมตะแห่งประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

“They Think It’s All Over ...”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงวินาทีสุดท้ายของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1966 ระหว่าง อังกฤษ กับ เยอรมันตะวันตก ณ สังเวียนเวมบลีย์ จังหวะที่ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ หัวหอกตัวตึงของอังกฤษกำลังควบไปซัดแฮตทริกปิดกล่องให้ทีมหนีห่างเวสต์เยอรมนีเป็น 4-2 ในตอนนั้นแฟนบอลเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่และวิ่งกรูลงมาในสนามเพราะคิดว่านกหวีดเป่านกจบเกมไปแล้ว

วอลสเตนโฮล์มจึงพากย์ออกมาว่า “พวกเขาคิดว่ามันจบแล้ว… ตอนนี้มันจบจริง ๆ แล้ว” และตั้งแต่วินาทีนั้นประโยคนี้กลายเป็นประโยคอมตะของวงการฟุตบอลโลกไปแล้ว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มันถูกหยิบไปอ้างถึงทั้งในเพลง รายการทีวี และกลายเป็นศัพท์ฮิตที่แฟนบอลทั่วโลกใช้กันจนติดปาก

นอกจากวาทะเด็ดแล้ว ตัวเกมในวันนั้นก็เดือดจัดโดยเฉพาะประตูที่สองของเฮิร์สต์ที่ยังคงเป็นมหากาพย์การเถียง มาจนถึงทุกวันนี้ ว่าตกลงบอลมันข้ามเส้นเข้าไปเต็มใบแล้วจริงหรือเปล่า

เหนือสิ่งอื่นใด ภาพของกัปตันทีมผู้ล่วงลับอย่าง บ็อบบี้ มัวร์ ที่ชูถ้วย จูลส์ ริเมต์ ท่ามกลางเสียงเชียร์ในบ้านตัวเอง กลายเป็นหนึ่งในภาพถ่ายที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาลของวงการลูกหนังโลกไปเรียบร้อย

5. เฮดบัตต์บันลือโลกของซีดาน

Zidane’s Headbutt

บ่อยครั้งที่ความไอคอนิกไม่ได้หมายถึงเรื่องราวสวยงามเสมอไป แต่บางทีความช็อกที่ทั้งโลกคาดไม่ถึงต่างหากที่ทำให้เหตุการณ์นั้นถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แบบไม่มีวันลืม

ในศึกฟุตบอลโลกปี 2006 รอบชิงชนะเลิศระหว่าง ฝรั่งเศส พบ อิตาลี ซีเนดีน ซีดาน ยอดกัปตันทีมทัพ “ตราไก่” สร้างวีรกรรมฉาวโฉ่ที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยเห็น ด้วยการ “เฮดบัตต์” เข้าเต็มหน้าอกของ มาร์โก มาเตราซซี่ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เล่นเอาคนดูทั่วโลกอ้าปากค้างกันเป็นแถว

ซีดานโดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที และหลังจากจบ 120 นาทีด้วยสกอร์ 1-1 กลายเป็นทัพ “อัซซูรี่” อิตาลีที่นิ่งกว่าในการดวลจุดโทษจนคว้าแชมป์โลกไปครอง ที่แสบกว่านั้นคือ มาเตราซซี่ คู่กรณี ก็เป็นหนึ่งในคนที่สังหารจุดโทษเข้าไปด้วย

โมเมนต์นี้ได้กลายเป็นตำนานบทหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกไปตลอดกาล และยิ่งกว่านั้นคือการที่ภาพจำนี้กลายเป็นการกระทำสุดท้ายในอาชีพการค้าแข้งระดับตำนานของซีดาน เป็นบทอวสานที่ไม่มีใครคาดคิดว่ายอดนักเตะระดับเขาจะจบลงแบบนี้

6. เกมแห่งศตวรรษ (1970)

The “Game of the Century”

การปะทะกันระหว่าง อิตาลี กับ เวสต์เยอรมนี ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1970 ถูกคอบอลยกย่องให้เป็น “Game of the Century” หรือ “เกมแห่งศตวรรษ” และมันคู่ควรกับชื่อนั้นทุกวินาที

ตลอด 90 นาทีในเวลาปกติ เป็นเกมที่สู้กันด้วยแท็กติกอย่างเข้มข้น ทัพ “อัซซูรี่” งัดเอาศาสตร์การเล่นเกมรับสไตล์ “คาเตนัชโช” (Catenaccio) อันเลื่องชื่อมาใช้ และสามารถปิดตายแนวรุกระดับพระกาฬของทัพอินทรีเหล็กได้แทบจะอยู่หมัด

แต่พอเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที เกมกลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นความโกลาหลแบบสุดขีดเมื่อทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันจนมีการยิงรวมกันถึง 5 ประตู ก่อนที่อิตาลีจะเบียดเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4-3 สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในแมตช์ที่บีบหัวใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จุดพีคของดราม่าเกิดขึ้นตอนที่ แกร์ด มุลเลอร์ ซัดประตูตีเสมอ 3-3 ให้เยอรมนีตะวันตก ในขณะที่หน้าจอทีวียังคงฉายภาพรีเพลย์จังหวะนั้นอยู่นั้น จานนี่ ริเวร่า ของอิตาลีก็จัดการตะบันประตูชัย 4-3 สวนกลับไปแทบจะทันทีหลังเขี่ยบอล ปิดจ๊อบชัยชนะไปแบบช็อกโลก

แม้ขุนพลอินทรีเหล็กจะต้องอกหัก แต่พวกเขาก็เป็นส่วนสำคัญของเกมระดับคลาสสิกนี้ โดยเฉพาะกัปตันทีมหัวใจเพชรอย่าง ฟร้านซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ ที่ไหล่หลุดตั้งแต่ช่วงนาทีที่ 70 แต่ปฏิเสธการถูกเปลี่ยนตัวออก และกัดฟันเอาผ้าคล้องแขนลงเล่นต่อจนจบเกมแบบสุดระห่ำ

7. เยอรมนี 7-1 บราซิล

Germany 7-1 Brazil

ก่อนเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 จะเริ่มขึ้น ทุกคนต่างจับตามองแมตช์นี้ในฐานะยักษ์ชนยักษ์ อย่างเยอรมนี แชมป์โลก 3 สมัยในขณะนั้น ปะทะ บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ที่เดิมทีน่าจะสูสีกันสุดๆ เพราะทั้งคู่ยังไม่แพ้ใครเลยในทัวร์นาเมนต์นี้ จะกลายเป็นฝันร้ายที่ชาวแซมบ้าลืมไม่ลงไปตลอดกาล

บราซิลในฐานะเจ้าภาพต้องลงสนามแบบไร้เงาสองคีย์แมนอย่าง เนย์มาร์ และ ติอาโก้ ซิลวา ก่อนจะโดนลูกทีมของ โยอาคิม เลิฟ ดาหน้าไล่ถล่มยับเยินคาบ้านที่เมืองเบโลโอรีซอนชีไปด้วยสกอร์มโหฬาร 7-1

มิโรสลาฟ โคลเซ่ ดาวยิงจอมตีลังกา ใช้แมตช์นี้ซัดประตูที่ 16 ของตัวเอง แซงหน้า “โล้นทองคำ” โรนัลโด้ ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก แถมยังเป็นการทุบสถิติต่อหน้าแฟนบอลบราซิล

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไปหยุดสถิติไร้พ่ายคาบ้านในเกมทางการของบราซิลที่ลากยาวมาถึง 62 นัด (ตั้งแต่ปี 1975) และจารึกสถิติใหม่เป็นการแพ้ที่ยับเยินที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของชาติเลยทีเดียว

แมตช์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของชาติบราซิลอย่างแท้จริง จนกุนซืออย่าง หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ต้องก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบ ในทางกลับกัน มันคือฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซที่โชว์ความเหนือชั้นของเยอรมนี ก่อนที่พวกเขาจะทะยานไปคว้าแชมป์โลกได้อย่างยิ่งใหญ่ในปีนั้น

8. โรเจอร์ มิลล่า กับท่าเต้นเขย่าโลก

Roger Milla’s Dance

ฟุตบอลโลก 1990 มีดาวดังมากมายเต็มสนาม แต่คนที่ขโมยหัวใจแฟนบอลทั่วโลกมากที่สุด กลับเป็นกองหน้าวัย 38 ปีจากแคเมอรูนที่ชื่อ โรเชร์ มิลล่า

ในวัยที่นักเตะส่วนใหญ่แขวนสตั๊ดไปนั่งจิบกาแฟอยู่บ้าน แต่โรเจอร์ มิลล่า ในวัย 38 ปี กลับโชว์ฟอร์มพุ่งทะลุปรอท เขาซัดไปถึง 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์เดียว จนกลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่ทำประตูได้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ณ เวลานั้น เป็นฟันเฟืองสำคัญที่พาแคเมอรูนกลายเป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำไปตลอดกาล ไม่ใช่แค่การทำประตูได้ครับ แต่มันคือ ลีลาการดีใจ ที่สุดแสนจะไอคอนิก ทุกครั้งที่ส่งบอลซุกก้นตาข่าย มิลล่าจะวิ่งไปที่มุมธงแล้วออกสเต็ปเต้นส่ายสะโพกแบบพริ้วไหว ท่าเต้นนั้นมันสื่อถึงความสุขบริสุทธิ์ของฟุตบอล, ความภาคภูมิใจของชาวแอฟริกัน และจิตวิญญาณของ “ม้ามืด” ที่พร้อมจะป่วนยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

ความสุดยอดของเขายังไม่จบแค่นั้น มิลล่ากลับมาตอกย้ำความเหนือชั้นอีกครั้งในปี 1994 ด้วยการทำประตูในวัย 42 ปี ทำลายสถิติตัวเองลงแบบหน้าตาเฉย เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสำหรับเขาแล้ว อายุก็แค่ตัวเลข และเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งที่เขาพร้อมจะสับขาหลอกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ

9. เสียงกรีดร้องของทาร์เดลลี่

Marco Tardelli’s Scream

บางครั้งความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลโลกก็ไม่ได้วัดกันที่ความสวยงามของประตูเพียงอย่างเดียว ถ้าหากเป็นเรื่องท่าดีใจละก็ต้องยกให้ มาร์โก ทาร์เดลลี่ ที่เรียกได้ว่าเป็นระดับไอคอนิกเลยทีเดียว

ประตูของ มาร์โก ทาร์เดลลี่ ที่ยิงใส่เยอรมันตะวันตกในศึกฟุตบอลโลกปี 1982 อาจจะไม่ใช่ลูกยิงที่ถูกจดจำว่าสวยงามหรือมีเทคนิคแพรวพราวที่สุดในทัวร์นาเมนต์ แต่มันกลับสร้างหนึ่งในโมเมนต์ระดับไอคอนิกที่คลาสสิกที่สุดตลอดกาลขึ้นมาแทน

หลังจากตะบันประตูที่สอง ซึ่งกลายเป็นประตูตัดสินชัยชนะในนัดชิงชนะเลิศ ทาร์เดลลี่ก็หลุดโลกไปเลย เขาวิ่งตะบึงไปทั่วสนามพร้อมตะโกนคำว่า “Gol!” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แขนสองข้างกางออกและสะบัดไปมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อบวกกับความดีใจสุดขีด เป็นภาพที่ดูแล้วสัมผัสได้ถึงความสะใจแบบดิบ ๆ ที่ไม่ได้ปรุงแต่ง จนถูกเรียกขานกันในภายหลังว่า “Tardelli’s Scream” หรือเสียงหวีดร้องของทาร์เดลลี่

แม้อิตาลีจะปิดเกมชนะไปได้ 3–1 จนได้ชูถ้วยแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ แต่ภาพจำที่แฟนบอลทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับแรกกลับไม่ใช่จังหวะชูถ้วย แต่เป็นท่าดีใจที่เปี่ยมไปด้วยแพสชันสุดเหวี่ยงนี้ต่างหาก

10. กำเนิด “Cruyff Turn”

The Birth of the Cruyff Turn

ถ้าคุณลองเดินเข้าไปในอคาเดมี่ฟุตบอลที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ หนึ่งในสกิลพื้นฐานที่เด็กๆ ทุกคนต้องโดนสั่งให้ฝึกจนขึ้นใจก็คือ “Cruyff Turn” นี่แหล่ะ ดูเผินๆ เหมือนจะง่ายแต่บอกเลยว่านี่คือท่าทำลายล้างระดับตำนานที่ นักเตะเทวดา โยฮัน ครัฟฟ์ ฝากไว้ให้โลกฟุตบอล

หลักการคือการแกล้งทำท่าจะง้างเท้าเปิดบอลหรือยิงประตู แต่กลับใช้ข้างเท้าดึงบอลอ้อมไปหลังขาข้างที่ยืนประคองไว้ แล้วหมุนตัวหนีตัวประกบไปในจังหวะเดียวแบบไหลลื่น

ท่านี้จารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการในศึกฟุตบอลโลกปี 1974 นัดที่เนเธอร์แลนด์เสมอกับสวีเดน จังหวะที่ ยาน โอลสสัน ปราการหลังสวีเดนตามประกบติดแบบเงาตามตัว ครอยฟ์โชว์สเต็ปแกล้งจะส่งบอลก่อนจะตบเข้าหลังเท้าแล้วกระชากหนีเข้าพื้นที่ว่าง ทิ้งให้คู่แข่งเสียหลักจนยืนงงกันเลยทีเดียว

แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะมีคนเคยทำท่าคล้ายๆ กันมาบ้าง แต่ความสง่างาม จังหวะเวลาที่เป๊ะ และประสิทธิภาพระดับเต็มสิบที่ครอยฟ์แสดงออกมา คือสิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นไอคอนิก

ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ทั้งท่าไม้ตายนี้และตัวของ ครัฟฟ์ เอง ก็ได้ถูกจารึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่แฟนบอลทั่วโลกต้องยกย่อง

แหล่งข้อมูล Opta Analyst