The Top 10 Goal Scorers in World Cup History

10 อันดับดาวยิงที่ยิงได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

เปิดทำเนียบ 10 เครื่องจักรสังหาร ที่ถล่มประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

การส่งลูกไปนอนนิ่งที่ก้นตาข่ายในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนั้น บอกเลยว่ามันมีความขลังที่ต่างจากทุกรายการที่คุณเคยเจอมา ไม่ว่าคุณจะเติบโตมาอย่างไรแต่เชื่อเถอะว่าทุกคนล้วนออกสตาร์ทด้วยความฝันเดียวกัน นั่นคือการทำประตูให้ประเทศชาติในศึกฟุตบอลโลกให้ได้สักครั้งในชีวิต

ฟุตบอลโลกคือรายการที่เป็นที่สุดของมวลมนุษยชาติลูกหนัง ประตูที่เกิดขึ้นที่นี่จะกลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันตาย และถูกเก็บรักษาไว้เป็นความทรงจำอันล้ำค่าไปอีกหลายชั่วอายุคน ก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ 26 ในโซนอเมริกาเหนือจะเริ่มระเบิดศึก มีการพังประตูกันไปแล้วถึง 2,548 ลูก จากนักเตะกว่า 500 คนเลยทีเดียว

วันนี้เราจะพาทุกคนไปยลโฉม 10 สุดยอดจอมเพชฌฆาตที่ฝากผลงานไว้มากที่สุดในหน้าพงศาวดารฟุตบอลโลก

1. มิโรสลาฟ โคลเซ่ (เยอรมนี)

Miroslav Klose
ประตูในฟุตบอลโลก : 16 ประตู
ลงสนาม : 24 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 2002, 2006, 2010, 2014

ถ้าพูดถึงกองหน้าระดับโคตรครบเครื่อง ชื่อของ มิโรสลาฟ โคลเซ่ อาจไม่ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งตลอดกาลแบบพวกสายเทคนิคจัดจ้าน แต่ถ้าคุยเรื่อง ฟุตบอลโลก เมื่อไร ชื่อนี้คือระดับบอสไฟนอลของจริง เพราะตราบใดที่สถิติยังไม่โดนล้ม เจ้าของตำแหน่งดาวยิงสูงสุดตลอดกาลฟุตบอลโลกก็ยังเป็นผู้ชายคนนี้

ในปี 2006 เขาคว้า รองเท้าทองคำ มาครองในฐานะเจ้าภาพด้วยผลงาน 5 ประตู แต่ความพีคคือในปี 2014 ในแมตช์หยุดโลกที่เยอรมนีถล่มบราซิล 7-1 โคลเซ่ซัดประตูที่ 16 ของตัวเองในฟุตบอลโลก แซงหน้า โรนัลโด้ (R9) ขึ้นแท่นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลต่อหน้าแฟนบอลชาวบราซิล เรียกได้ว่าเป็นการแซงขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งแบบแสบสันสุดๆ

2. โรนัลโด้ (บราซิล)

Ronaldo
ประตูในฟุตบอลโลก : 15 ประตู
ลงสนาม : 19 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1998, 2002, 2006

หากย้อนไปในปี 1998 โรนัลโด้ คือ สัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ เขามีทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และการจบสกอร์ที่เฉียบคมจนไม่มีใครหยุดได้ ทว่าเรื่องราวความลึกลับเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเขาก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ ยังคงเป็นหนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่น่าปวดหัวและเป็นปริศนาที่สุดในวงการฟุตบอลจนถึงทุกวันนี้

หลังจากต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บเข่าที่รุนแรงในปี 2000 จนหลายคนคิดว่าอาชีพค้าแข้งของเขาจบเห่ไปแล้ว แต่โรนัลโด้กลับพิสูจน์ให้เห็นว่าตำนานย่อมไม่ตายง่ายๆ ในปี 2002 เขาจับคู่กับ ริวัลโด้ และดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง โรนัลดินโญ่ กลายเป็นแนวรุกที่อันตรายที่สุดในปฐพี โรนัลโด้ระเบิดฟอร์มซัดไป 8 ประตู คว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด

แม้ในปี 2006 ร่างกายของเขาจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนเดิม แต่สัญชาตญาณดาวยิงยังเต็มเปี่ยม เขาบวกเพิ่มได้อีก 3 ประตู ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ 15 ลูก แซงหน้า แกรด มุลเลอร์ ขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ในตอนนั้นได้สำเร็จ

3. แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมนี)

Gerd Müller
ประตูในฟุตบอลโลก : 14 ประตู
ลงสนาม : 13 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1970, 1974

ถ้าจะหาใครสักคนที่นิยามคำว่ากองหน้าตัวเป้า ได้สมบูรณ์แบบที่สุด ชื่อของ แกร์ด มุลเลอร์ เจ้าของฉายา “Der Bomber” ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ ครับ ด้วยสถิติการยิงที่มากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนามเสียอีก บอกเลยว่าเฉียบคมระดับพระกาฬ

ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของบาเยิร์น มิวนิค ผงาดขึ้นมาเป็นฮีโร่ในบ้านเกิด เมื่อพาเยอรมนีตะวันตกหักด่าน “โททัล ฟุตบอล” ของเนเธอร์แลนด์ในนัดชิงปี 1974 ได้สำเร็จ เป็นการปิดฉากกับฟุตบอลโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามแม้จะคว้าแชมป์ในปี 74 แต่ร่างที่โหดที่สุดของเขาต้องย้อนไปปี 1970 ที่เม็กซิโก ซึ่งเขากระหน่ำไปคนเดียวถึง 10 ประตูเขาเป็นตัวละครสำคัญใน “Game of the Century” ที่พบกับอิตาลี โดยมุลเลอร์กดไป 2 เม็ดในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่สุดท้ายก็ต้านทานความบ้าคลั่งของทัพอัซซูรี่ไม่ไหว พ่ายไป 4-3 และต้องหยุดอยู่ที่รอบรองชนะเลิศก็ตาม

4. ชุสต์ ฟงแตน (ฝรั่งเศส)

Just Fontaine
ประตูในฟุตบอลโลก : 13 ประตู
ลงสนาม : 6 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1958

ชายผู้ที่สร้างสถิติบ้าพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ชื่อของเขาสลักไว้บนหอคอยที่สูงเสียดฟ้า ในปี 1958 ที่สวีเดน ทุกคนอาจจะจำภาพการแจ้งเกิดของ เปเล่ ในวัย 17 ปีได้แม่นยำ แต่ถ้าถามว่าใครคือ เพชฌฆาต ที่น่ากลัวที่สุดในทัวร์นาเมนต์นั้น คำตอบคือ ชุสต์ ฟงแตน กองหน้าชาวฝรั่งเศสคนนี้แน่นอน

ก่อนหน้านั้น 4 ปี ชานดอร์ คอกซิส ของฮังการีทำไว้ 11 ประตู ซึ่งว่าโหดแล้ว แต่ฟงแตนก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปอีกขั้นด้วยการกดไป 13 ประตูในฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว จนถึงทุกวันนี้ ผ่านมาหลายทศวรรษ แม้บอลโลกจะเพิ่มจำนวนนัดมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีกองหน้าคนไหนทำลายสถิติ 13 ลูกในทัวร์นาเมนต์เดียวของเขาลงได้เลย

5. ลิโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนตินา)

Lionel Messi
ประตูในฟุตบอลโลก : 13 ประตู
ลงสนาม : 26 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 2006, 2010, 2014, 2018, 2022

เส้นทางทีมชาติของ ลิโอเนล เมสซี่ ก่อนปี 2021 มันเคยถูกมองว่าเป็นจุดด่างพร้อยเพียงจุดเดียวในอาชีพค้าแข้งที่ไร้เทียมทานของเขา แต่หลังจากปลดล็อกแชมป์ โกปา อเมริกา ได้สำเร็จ กัปตันทีมร่างเล็กคนนี้ก็ระเบิดฟอร์มเทพที่ไม่มีใครหยุดได้ จนไปถึงจุดสูงสุดในกาตาร์

เมสซี่โชว์ฟอร์มส่วนตัวในฟุตบอลโลก 2022 ได้น่าประทับใจที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ในปี 1986 เลยก็ว่าได้ เมสซี่ซัดไปถึง 7 ประตู ในทัวร์นาเมนต์ที่กาตาร์เพียงครั้งเดียว ซึ่งมากกว่าที่เขาเคยทำได้ในการไปบอลโลก 4 ครั้งแรกรวมกันเสียอีก

เขาเคยซัดไป 4 ประตูตอนพาทัพฟ้าขาว ไปถึงนัดชิงปี 2014 แต่ถ้าดูสถิติรวมปี 2006, 2010 และ 2018 เขาทำไปได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ท้ายที่สุดเขาก็มาจบที่ 13 ประตู พร้อมถ้วยแชมป์โลกที่รอคอยมาทั้งชีวิต จบมหากาพย์การเดินทางอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยมีมา

6. เปเล่ (บราซิล)

Pelé
ประตูในฟุตบอลโลก : 12 ประตู
ลงสนาม : 14 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1958, 1962, 1966, 1970

ถ้าจะพูดถึงเด็กนรกที่สร้างอิมแพ็คได้รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์บอลโลก ยังไงก็ต้องยกให้เปเล่ในปี 1958 ตอนนั้นเขาที่อายุเพียง 17 ปี ถูกส่งลงสนามในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่เจอกับสหภาพโซเวียต ก่อนจะประเดิมประตูแรกในบอลโลกได้สำเร็จในนัดเฉือนเอาชนะเวลส์รอบ 8 ทีมสุดท้าย นั่นคือจุดเริ่มต้นของความบ้าคลั่งเขาจัดแฮตทริกใส่ฝรั่งเศสในรอบรองฯ และเบิ้ลอีกสองลูกในนัดชิงกับเจ้าภาพสวีเดน พาพลพรรคเซเลเซาล้างอาถรรพ์จากปี 1950 และคว้าแชมป์โลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่

ในปี 1962 และ 1966 ถือเป็นช่วงที่น่าเสียดาย เพราะเปเล่โดนคู่แข่งสกัดหนักจนบาดเจ็บ ทำให้ผลงานส่วนตัวดูเงียบเหงาไปบ้าง แม้บราซิลจะยังรักษาแชมป์ไว้ได้ที่ชิลีก็ตาม

ในปี 1970 ท่ามกลางสีสันของฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก เปเล่กลับมาประกาศศักดาอีกครั้งด้วยการพาทีมคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของตัวเอง เขาซัดไป 4 ประตูในทัวร์นาเมนต์นั้น รวมถึงลูกยิงในนัดชิงชนะเลิศ พร้อมคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง

เปเล่ไม่ได้แค่ยิงประตูได้เยอะ แต่เขาคือสัญลักษณ์ของความเหนือชั้นที่เปลี่ยนฟุตบอลให้กลายเป็นศิลปะ และทำให้เลข 10 กลายเป็นเบอร์ของเหล่ายอดคนมาจนถึงปัจจุบัน

7. คีเลียน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส)

Kylian Mbappé
ประตูในฟุตบอลโลก : 12 ประตู
ลงสนาม : 14 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 2018, 2022

เรากำลังพูดถึงนักเตะที่ถูกขนานนามว่าเป็น ว่าที่เบอร์ 1 ของโลกคนต่อไปอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ครั้งหนึ่งทั่วโลกมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ว่า คีเลียน เอ็มบัปเป้ จะต้องก้าวขึ้นมาหยิบถ้วย บัลลงดอร์ ต่อจากยุคของ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทันทีที่ทั้งคู่เริ่มถอยห่างจากแสงสปอร์ตไลท์ในยุโรป แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 8 ปีนับจากฟอร์มสุดโหดของเขาในฟุตบอลโลกที่รัสเซีย แต่เชื่อไหมครับว่าจนถึงตอนนี้ เอ็มบัปเป้ก็ยังไม่ได้สัมผัสรางวัลส่วนตัวที่ทรงเกียรติที่สุดอย่าง บัลลงดอร์ เสียที

สถิติของเขามันสวนทางกับถ้วยรางวัลส่วนตัวแบบสุดๆ เอ็มบัปเป้แจ้งเกิดจากการเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในปี 2018 ก่อนจะสถาปนาตัวเองเป็น ไอคอนของทัวร์นาเมนต์ที่กาตาร์ในปี 2022 แบบเต็มตัว ในนัดชิงชนะเลิศที่หลายคนยกให้เป็นเกมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เอ็มบัปเป้คือตัวร้ายที่น่ากลัวที่สุดสำหรับอาร์เจนตินา เขาคือผู้เล่นคนแรกนับตั้งแต่ เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ในปี 1966 ที่สามารถตะบัน “แฮตทริก” ได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

แม้ฝรั่งเศสจะไม่ได้แชมป์ในครั้งนั้น แต่ด้วยจำนวน 12 ประตูที่ทำได้ตั้งแต่อายุยังน้อย คือการประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการว่า ยุคของเขามันเริ่มขึ้นแล้ว

8. ซานดอร์ คอคซิส (ฮังการี)

Sándor Kocsis
ประตูในฟุตบอลโลก : 11 ประตู
ลงสนาม : 5 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1954

หนึ่งในกองหน้าที่มีสถิติต่อเกมโหดที่สุดและเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติฮังการีชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ เจ้าของฉายา “The Man with the Golden Head” หรือ “ศีรษะทองคำ” อย่าง ซานดอร์ คอคซิส

ในช่วงทศวรรษที่ 50 ฮังการีคือทีมที่โลกฟุตบอลต้องสยบครับ พวกเขาถูกขนานนามว่า Mighty Magyars พวกเขามีแกนนำระดับมหาเทพอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส และผู้บุกเบิกแทคติกกองหน้าตัวหลอก “False 9” อย่าง นานดอร์ ฮิเดกคูติ ท่ามกลางยอดแข้งเหล่านั้น คอคซิสคือคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในฟุตบอลโลก 1974 ที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาคือผู้เชี่ยวชาญลูกกลางอากาศที่หาตัวจับยากที่สุดในยุคนั้น ด้วยสถิติสุดโหด 11 ประตู จากการลงเล่นแค่ 5 นัด แต่โชคชะตาก็เล่นตลก ในนัดชิงชนะเลิศกับเยอรมันตะวันตกคอกซิสกลับคลำเป้าไม่เจอเป็นนัดแรก และฮังการีพ่ายไปแบบช็อกโลก 3-2

ที่น่าเศร้าไปกว่าเรื่องในสนามคือ วิกฤตการณ์ปฏิวัติฮังการีในปี 1956 ทำให้นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์หลายคนต้องหนีลี้ภัยออกนอกประเทศ ซึ่งคอคซิสก็คือหนึ่งในนั้น และนั่นทำให้แฟนบอลไม่มีโอกาสได้เห็นเขากลับมาล่าตาข่ายในศึกฟุตบอลโลกอีกเลยตลอดกาล

9. เยอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ (เยอรมนี)

Jürgen Klinsmann
ประตูในฟุตบอลโลก : 11 ประตู
ลงสนาม : 17 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1990, 1994, 1998

เยอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เจ้าของฉายา “ฉลามขาว” คือดาวยิงที่ไว้ใจได้เสมอของการสวมเสื้อลุยศึกฟุตบอลโลกทั้ง 3 สมัยในช่วงยุค 90 แม้ว่าทัวร์นาเมนต์ที่เขากระหน่ำประตูได้พีคที่สุดและเป็นกอบเป็นกำที่สุด จะเกิดขึ้นในศึก ยูเอสเอ ’94 ซึ่งเป็นปีที่ผลงานโดยรวมของทัพ “อินทรีเหล็ก” ค่อนข้างน่าผิดหวังก็ตาม

ย้อนกลับไปในศึกอิตาเลีย 90 คลิ้นส์มันน์สวมบทหัวหอกตัวความหวังและซัดไปเบาะๆ 3 ประตู ทว่าสปอตไลต์ส่วนใหญ่จับจ้องไปที่ โลธาร์ มัทเทอุส จอมทัพกัปตันทีมที่คุมจังหวะเกมแดนกลางจนอยู่หมัด ทำให้ดาวยิงของเราต้องรับบทพระรองไปโดยปริยายแม้จะพาทีมเถลิงแชมป์โลกได้ก็ตาม หากจะพูดถึงฟอร์มส่วนตัวที่โหดที่สุดของเขาในฟุตบอลโลก ต้องยกให้ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา โดยเขากดไปถึง 5 ประตู แม้สุดท้ายเยอรมนีจะจอดป้ายแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายก็ตาม

เส้นทางบนเวทีฟุตบอลโลกของเขามาสิ้นสุดลงในปี 1998 โดยทำผลงานยิงไป 3 ประตูเท่ากับปี 1990 แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นทีมชาติเยอรมนีเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคขาลงอย่างเห็นได้ชัด และความพังพินาศของระบบทีมก็ไปปะทุแตกหักให้แฟนบอลเห็นกันทั้งโลกในศึกยูโร 2000 ในเวลาต่อมา

คลิ้นส์มันน์อาจจะไม่ได้มีลีลาแพรวพราวเหมือนดาวเตะอเมริกาใต้ แต่ถ้าพูดถึงจังหวะจบสกอร์ที่เฉียบขาด การเข้าฮอร์ส และลูกกลางอากาศที่ไว้ใจได้ เขาคือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของยุคอย่างแท้จริง

10. เฮลมุต ราห์น (เยอรมนี)

Helmut Rahn
ประตูในฟุตบอลโลก : 10 ประตู
ลงสนาม : 10 นัด
ทัวร์นาเมนต์ : 1954, 1958

ถ้าจะบอกว่า เฮลมุต ราห์น คือผู้ตะบันประตูที่ยิ่งใหญ่และมีค่าที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมันก็คงไม่เกินจริง หลังผ่านช่วงเวลาอันมืดมนจากสงครามโลก เยอรมนีกำลังพยายามกลับมายืนหยัดต่อหน้าสายตาชาวโลกอีกครั้ง ในฟุตบอลโลก 1954 ก็กลายเป็นเวทีที่สร้างปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์กีฬา เมื่อเยอรมันตะวันตกต้องเจอกับทีมเต็งอย่างฮังการี ที่ไร้พ่ายมานานและเพิ่งถล่มเยอรมันมาเละเทะในรอบแรก ในนัดชิงชนะเลิศที่เบิร์น ท่ามกลางสายฝนและสภาพเป็นรอง ราห์นสวมบทฮีโร่ตะบันประตูชัยในช่วงท้ายเกมให้เยอรมันเฉือนชนะไป 3-2 ลูกยิงของเขาได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของคนทั้งชาติ และชัยชนะครั้งนี้ถูกจารึกไว้ในชื่อ “The Miracle of Bern” หรือ ปาฏิหาริย์แห่งเบิร์น

อีก 4 ปีต่อมาในฟุตบอลโลก 1958 ราห์นก็ยังพกความอันตรายมาเต็มเปี่ยม เขาโชว์ฟอร์มโหดด้วยการกดไปอีก 6 ประตู พาทัพ “อินทรีเหล็ก” ทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะพ่ายให้สวีเดน และจบโควตาทัวร์นาเมนต์นั้นด้วยการคว้าอันดับ 3 แม้จะป้องกันแชมป์ไม่ได้ แต่สถิติลงเล่น 10 นัด กดไปเน้นๆ 10 ประตู เฉลี่ยนัดละลูกก็ทำให้เขากลายเป็นตำนานดาวยิงที่โลกไม่มีวันลืม

แหล่งที่มา Sports Illustrated